| รายละเอียด : |
 ทางเวปอนุญาตินำรายละเอียดจากเวปที่ทำเพื่อคุณประโยชน์แด่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ให้เป็นความรู้ก่อนที่จะต้องเลี้ยงดูหนูน้อยค่ะ
ควรเริ่มให้อาหารเสริมเมื่อไร
ตารางแนะนำการให้อาหารเสริมแก่เด็กอายุ 3 เดือน ถึง 1 ปี
ควรเริ่มให้อาหารเสริมเมื่อไร
น้ำนมของแม่จะมีเพียงพอให้ลูกกินได้ประมาณ 4-6 เดือน หลังจากนั้นคุณภาพของน้ำนมยังคงดีเหมือนเดิมแต่ปริมาณไม่เพียงพอ
กับความต้องการของร่างกายเด็ก ดังนั้นเมื่อลูกอายุครบ 3 เดือน ควรให้ลูกเริ่มทานอาหารเสริมได้โดยค่อยๆให้ทีละน้อย
การให้อาหารเสริมควรให้ทีละอย่างไม่ควรให้หลายอย่างพร้อมกันเพราะลูกอาจจะแพ้อาหารเสริมจะได้ทราบว่าแพ้อาหารชนิดใด
อาหารที่จะนำมาปรุงให้ลูกต้องสด สะอาด ปรุงรสไม่จัดและหากจะให้อาหารประเภทผักระยะแรกควรให้ผักนิ่มๆก่อน ไม่ควรให้ผักที่มี
ก้านแข็งและชิ้นโตเกินไป
ตารางแนะนำการให้อาหารเสริมแก่เด็กอายุ 3 เดือน ถึง 1 ปี
อายุ อาหารเสริม
ครบ 3 เดือน ข้าวบดใส่แกงจืด สลับกับกล้วยสุกครูดครั้งละ 1-3 ช้อนชาและให้ดูดนมตามจนอิ่ม
4-5 เดือน ข้าวบดกับไข่แดงสุก หรือข้าวกับตับบด สลับกับข้าวกับถั่วต้มเปื่อยหรือเต้าหู้ขาว
เริ่มให้มื้อละ 2-3 ช้อนชา ควรให้อาหารเสริมวันละมื้อ เมื่อครบ 5 เดือน เริ่มให้
เนื้อปลาบดกับข้าวเติมฟักทองหรือผักใบเขียวบด เช่นผักตำลึง ผักบุ้ง
6-7 เดือน เด็กอายุเกิน 6 เดือน ควรให้อาหารมื้อหลัก 1 มื้อเป็นข้าวบดใส่ไข่แดง ปลา ตับ
ถั่วต้มเปื่อย เต้าหู้ขาวใส่ผักใบเขียวในปริมาณ 1 ถ้วย เด็กอายุ 7 เดือน
เริ่มให้เนื้อสัตว์ต้มสุกซึ่งบดหรือสับละเอียดประมาณ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับผักใบเขียว
เริ่มให้ไข่ต้มสุกทั้งฟองและบดละเอียด นอกจากอาหารมื้อหลัก 1 มื้อแล้วควรให้
กล้วยสุกครูด มะละกอสุก ฟักทองนึ่ง 2-4 ข้อนโต๊ะ
8-9 เดือน อาหารหลัก 2 มื้อ มื้อละ 1 ถ้วย และผลไม้สุกอีก 1 ครั้ง
10-12 เดือน อาหารหลัก 3 มื้อและขนมหวานหรือผลไม้สุก 1 ครั้ง
กล้วยน้ำว้าครูด (สำหรับอายุ4-5 เดือน)
เครื่องปรุง
กล้วยน้ำว้า 1 ผล
วิธีทำ
ล้างกล้วยจนสะอาดแล้วนำมาปอกเปลือกออกให้หมด
ใช้ช้อนครูดกล้วยเบาๆเอาเฉพาะส่วนผิวของกล้วยตักใส่ถ้วย
บดกล้วยด้วยหลังช้อนบี้ให้ละเอียด
น้ำส้มคั้น (สำหรับอายุ 3-4 เดือน)
เครื่องปรุง
ส้ม 1 ผล น้ำต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
ล้างส้มให้สะอาด ผ่าส้มตามขวางเป็น 2 ซีก
คั้นส้มด้วยที่คั้นน้ำผลไม้ กรองด้วยผ้าขาวบาง เมื่อจะให้ลูกดื่มหรือดูดให้เติมน้ำต้มสุกผสมลงไป
น้ำซุปไก่ (สำหรับอายุ 3-4 เดือน)
เครื่องปรุง
ไก่ 1 ตัว, น้ำ 7 ถ้วยตวง , ขึ้นฉ่าย 2 ต้น , แครอท 1 หัว , หอมใหญ่ 1 หัว , เกลือ 2 ช้อนชา
วีธีทำ
ล้างไก่ให้สะอาดแล้วตัดเท้าไก่ออก
ขึ้นฉ่ายตัดรากทิ้งแล้วล้างให้สะอาด พับขึ้นฉ่ายและใช้ส่วนยอดที่นิ่มพันผูกไว้อย่าให้หลุด
ล้างแครอทตัดหัวท้ายทิ้ง หอมใหญ่ปอกเปลือกใช้ทั้งหัว
นำเครื่องปรุงทุกอย่างใส่ในหม้อพร้อมน้ำและเกลือนำไปตั้งไฟจนเดือด หรี่ไฟลงให้เบาสุดเคี่ยวต่อไปอีก 3 ชั่วโมง
ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาแต่น้ำซุป ส่วนเนื้อและผักจะนำไปทำอาหารพวกแครอทครูดผสมไก่บด
ให้ลูกรับประทานหรือปรุงเป็นอาหารผู้ใหญ่
ต้มน้ำซุปเปล่าๆต่อไปพอเดือด ยกลงพักไว้ให้เย็นสนิท
ตักน้ำซุปใส่ลงในพิมพ์ทำน้ำแข็ง แช่ไว้ในช่องสำหรับทำน้ำแข็ง พอน้ำซุปจับตัวเป็นก้อนแข็งให้แคะออก
จากพิมพ์แล้วห่อด้วยกระดาษอลูมิเนียมฟรอยด์บิดเป็นช่วงๆแบบเดี่ยวกับการห่อทอฟฟี่ เมื่อต้องการจะใช้
ให้แกะเอาเฉพาะที่ต้องการไปต้มให้เดือด
หมายเหตุ
การทำน้ำซุปสามารถดัดแปลงเป็นเนื้อหมู วัว ปลา ได้ตามต้องการ
ผักพวกขึ้นฉ่ายไม่ควรให้ลูกรับประทาน แต่ในที่นี้ใช้ต้มเพื่อให้กลิ่นน้ำซุปหอมน่ารับประทาน
สิ่งที่ควรทราบก่อนใช้นมผสม
วิธีชงนม
วิธีไล่ลม
ปัญหาที่อาจพบหลังการให้นม
การให้นมแม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะนมแม่มีความปลอดภัยและเหมาะสมกับวัยทารกมากที่สุด และยังให้ความอบอุ่นแก่ลูก
แต่บางครั้งคุณแม่บางท่านอาจมีความจำเป็นไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองได้ เพราะปัญหาสุขภาพบางอย่างที่อาจเป็น
อันตรายต่อแม่และเด็กหรือคุณแม่กินยาบางอย่างที่สามารถผ่านมาทางน้ำนมได้เมื่อเป็นเช่นนี้คุณแม่ท่านนั้นจำเป็นต้องใช้นม
ผงดัดแปลงสำหรับทารกแทน
สิ่งที่ควรทราบก่อนการใช้นมผสม
เลือกชนิดของนมให้ถูกต้องตามอายุของเด็ก
ชงให้ถูกส่วนโดยดูตามคำแนะนำข้างกระป๋อง
คำนึงถึงความสะอาดของอุปกรณ์ในการชงนมควรล้างให้สะอาดและต้มในน้ำเดือด 10 นาที
ไม่ควรชงนมทิ้งไว้นานเกินไป หากลูกไม่ดูดให้เททิ้งไม่ควรนำมาให้กินอีกในมื้อต่อไป
เวลาให้นมลูกควรอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนทุกครั้ง
ไม่ควรปิดจุกนมแน่นเกินไป ทำให้อากาศไม่สามารถเข้าไปแทนที่น้ำนมในขวดได้ เวลาดูดน้ำนม
จะไม่ค่อยไหล ทำให้เด็กหงุดหงิดอารมณ์เสียได้ง่าย
จับขวดนมให้แน่นและเอียงให้พอเหมาะ เพื่อให้มีน้ำนมในจุกขวดตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้
อากาศเข้าท้องลูก ระหว่างให้นมควรหยุดพักสัก 1-2 ครั้ง เพื่อไล่ลมให้ลูกเป็นระยะ
วิธีชงนม
ต้มขวดนมและจุกนมในน้ำเดือดประมาณ 10 นาที
ใส่น้ำสุกอุ่นๆตามปริมาณที่ถูกต้องลงในขวดนม อย่าใช้น้ำร้อนจัดชง
เพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินบางส่วนไป
ตวงนมผงตามมาตราส่วนข้างกระป๋องด้วยช้อนตวงที่บรรจุมากับกระป๋อง
ปาดให้เรียบด้วยมีดที่สะอาด
ใส่นมผงลงแล้วเขย่าขวดเล็กน้อยเพื่อให้นมผงละลายได้หมด พยายามอย่าเขย่าให้เกิดฟอง
มากเกินไปโดยการจับขวดนมแล้วหมุนมือเป็นวงกลมเหมือนเอาขวดนมแกว่งในน้ำ จะเกิด
ฟองน้อยกว่าการเขย่าขึ้นลง
ก่อนให้นมลูก ทดลองหยดน้ำนมลงบนหลังมือเพื่อทดสอบว่าอุ่นพอเหมาะ ไม่ร้อนจัด
วิธีไล่ลม
อุ้มลูกนั่งตัก ให้นั่งตัวตรงเอามือรองใต้คางลูกไว้อีกมือลูบเบาๆที่ห้าท้องบริเวณกระเพาะหรือตบเบาๆ
ลูกจะเรอและผายลมออกมา
อุ้มลูกพาดไหล่ ให้คางลูกเกยบนไหล่ของคุณแม่พอดี เวลาลูกอยู่ในท่านี้ลมจะลอยขึ้นมา คุณแม่เพียง
ตบหลังเบาๆลูกก็จะเรอออกมาโดยง่าย
ปัญหาที่อาจพบหลังการให้นม
แหวะนม เด็กทุกคนมักจะแหวะนมเวลาเรอ ส่วนมากมักจะแหวะนมออกมาเพียงนิดเดียวซึ่งถือว่าไม่ผิด
ปกติแต่อย่างใด แต่ถ้าแหวะออกมามากควรหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร เช่น ดูดนมมากเกินไป แม่อุ้ม
ลูกนอนราบไปในขณะให้นมลูก อุ้มลูกแบบเขย่าหรือโยน ลูกร้องมากไป เป็นต้น
สะอึก เป็นอาการปกติที่มักเกิดหลังจากเด็กดูดนมเสร็จแล้ว สักพักก็จะหายไปเอง คุณแม่อาจจะให้ลูกดูดน้ำ
สักเล็กน้อยอาการก็จะดีขึ้น
อาเจียน ถ้าลูกอาเจียนรหลังจากดูดนมตามปกตินมที่ออกมาจะเป็นก้อนสีขาว แต่ถ้าอาเจียนมีกลิ่นเปรี้ยวๆ
เพราะผสมกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร อาจเป็นเพราะลูกกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารหรือ
อาจเริ่มไม่สบายต้องคอยดูแลอาการต่อไป
ท้องอืด แน่นท้อง อาจเกิดจากกินมากเกินไปหรือมีลมเข้าท้องขณะดูดนม ควรใช้การไล่ลมช่วยทุกครั้ง
ท้องผูก เด็กบางคนไม่ถ่ายทุกวัน แต่ถ้าเด็กถ่าย 2-3 วันครั้งหรือไม่ยอมถ่ายหรือถ่ายเป็นก้อนแข็งๆ
ควรให้ลูกดูดน้ำหรือน้ำผลไมที่สะอาดเพิ่มขึ้น เช่น น้ำส้มคั้น ไม่ควรสวมทวารหรือให้ยาระบายแก่ลูก
โดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน
ท้องเสีย ถ้าลูกมีอาการท้องเสียเล็กน้อยอาจผสมนมให้จางลงจนกว่าอาการท้องเสียจะทุเลา การผสม
นมให้จางลงทำได้โดยการเพิ่มน้ำอีกเท่าตัวหรือลดนมผงลงครึ่งหนึ่งโดยใช้น้ำเท่าเดิม เช่น เคยผสมนม
2 ช้อนต่อน้ำ 2 ออนซ์ ก็เปลี่ยนเป็นนม 1 ช้อนต่อน้ำ 2 ออนซ์ เป็นต้น แต่ถ้าลูกถ่ายอุจจาระเป็นมูกหรือน้ำ
บ่อยครั้ง ควรหยุดให้นมหยุดให้อาหารชนิดที่มีกากมากๆ เช่นน้ำผลไม้ ให้ลูกดูดน้ำอุ่นๆและรีบไปพบแพทย์
ตารางแสดงการให้ภูมิคุ้มกันโรคที่เด็กควรได้รับ
อายุ วัคซีนป้องกันโรค
แรกเกิด วัคซีน บีซีจี ป้องกันโรควัณโรค
* ตับอักเสบ บี ครั้งที่ 1
2 เดือน คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 1
โปลิโอ ครั้งที่ 1
ตับอักเสบ บี ครั้งที่ 2
4 เดือน คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 2
โปลิโอ ครั้งที่ 2
6 เดือน คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 3
โปลิโอ ครั้งที่ 3
ตับอักเสบ บี ครั้งที่ 3
9-12 เดือน ** หัด คางทูม หัดเยอรมัน ครั้งที่ 1
1 1/2 ปี คอตีบ บเดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 4
โปลิโอ ครั้งที่ 4
*** ไข้สมองอักเสบ ครั้งที่ 1
ไข้สมองอักเสบ ครั้งที่ 2 (ห่างจากครั้งแรก 1-2 สัปดาห์)
2 1/2 ปี ไข้สมองอักเสบ ครั้งที่ 3
4-6 ปี คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 5
โปลิโอ ครั้งที่ 5
**** วัคซีน บีซีจี ป้องกันวัณโรค
12-16 ปี ***** หัด คางทูม หัดเยอรมัน ครั้งที่ 2
คอตีบ บาดทะยัก ครั้งที่ 6
หมายเหตุ วัคซีนทุกชนิด ถ้าเด็กไม่ได้เริ่มฉีดตามกำหนดให้เริ่มฉีดได้ทันที
* ถ้าแม่เป็นพาหะของโรค เด็กต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ บี เข็มแรกภานใน 24 ชั่วโมง เข็มต่อไปฉีดเมื่ออายุ 1 เดือนและ 6 เดือนตามลำดับ
** ในกรณีที่ไม่มีวัคซีนรวม หัด คางทูม หัดเยอรมัน ให้ใช้วัคซีนหัดแทน
*** วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบจำเป็นต้องฉีคถ้าเด็กอยู่ในท้องถิ่นที่มีโรคนี้ชุกชุมโดยให้ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ห่างกัน 1-2 สัปดาห์และครั้งที่ 3(เข็มกระตุ้น)
ห่างจากเข็มแรก 1 ปี
**** วัคซีน บีซีจี ให้ในรายที่ไม่มีแผลเป็นจากการฉีดวัคซีนชนิดนี้ในครั้งแรก บีซีจี ห้ามให้ในเด็กที่มีอาการของโรคเอดส์
***** ในกรณีที่ไม่มีวัคซีนรวม หัด คางทูม หัดเยอรมัน ให้ใช้วัคซีนหัดเยอรมันแทน
เบื่ออาหาร กินน้อย
โรคอ้วน
ไม่ยอมนอน
ร้องไห้
เบื่ออาหาร กินน้อย
ลูกเบื่ออาหารเกิดจากหลายๆสาเหตุ เช่น ไม่สบาย ฟันขึ้น มีลมในท้อง ลูกห่วงเล่นมาก ลูกกังวลใจ
หรือไม่ชอบอาหารชนิดนั้นๆ คุณแม่ควรหาสาเหตุให้พบ ถ้าลูกไม่สบายก็ไม่เป็นไร เมื่อลูกหายลูกจะ
กินเอง ถ้าลูกกังวลใจเพราะคุณแม่มีน้องใหม่ คุณแม่ก็พยายามทำความเข้าใจกับลูก หากลูกไม่ชอบ
อาหารชนิดนั้นๆก็พยายามปรุงอาหารให้หลากหลายชนิดให้ลูก หากลูกห่วงเล่นมากก็ปล่อยสักพัก
พยายามหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาชดเชยให้แทน คุณแม่ต้องพยายามสร้างบรรยากาศ
การกินอาหารไม่ให้เคร่งเครียด ให้ลูกมีความสุขในการกิน ให้ลูกหัดช่วยตนเองและเรียนรู้วินัยในการกิน
อาหาร
โรคอ้วน
สาเหตุใหญ่ของโรคอ้วนมาจากการกินมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล กินจุบจิบตลอด
เวลา เด็กบางคนถ้าเกิดอาการวิตกกังวลหรือเครียดก็จะกินจุขึ้น เมื่ออ้วนแล้วก็จะเคลื่อนไหวช้า ไม่ชอบออกกำลัง
กายไขมันจึงสะสมกลายเป็นเด็กอ้วน
วิธีแก้ไขคือต้องเริ่มฝึกนิสัยในการกินเสียแต่ยังเล็กๆไม่ดูดนมพร่ำเพื่อไม่เป็นมื้อไม่ควรให้อาหารเสริมก่อนถึงวัยอันควร
เมื่อโตขึ้นหัดให้กินผลไม้แทนขนมหวาน ให้ลูกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ กินเป็นเวลา สนับสนุนให้ลูกออกกำลังกาย
ซึ่งจะทำให้ระบบต่างๆของร่างกายลูกทำงานดีขึ้นและร่างกายสมส่วน
ไม่ยอมนอน
อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ห่วงเล่น กลัว วิตกกังวลย้ายสถานที่นอน เป็นต้น คุณแม่ควรฝึกให้ลูกนอนตรงเวลา
ไม่ปล่อยให้เพลินกับการเล่นหรือดูโทรทัศน์ เมื่อถึงเวลานอนก็พาลูกเข้านอน อาจสร้างกิจวัตรก่อนนอน เช่น อ่าน
หนังสือ เล่านิทานเพื่อให้ลูกหลับง่ายขึ้น หากลูกยังเล็กและมักขยับตัวตื่นขึ้นมาบ่อยๆถ้าไม่ร้องไห้มากคุณแม่ควรทำ
นิ่งเฉยเพราะหากคุณแม่รีบอุ้มลูกขึ้นมาลูกอาจคิดว่าคุณแม่จะเล่นด้วย แต่ถ้าลูกร้องไห้มากคุณแม่ควรปลอบ กอด
และอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าลูกจะหลับ
ร้องไห้
เด็กเล็กๆกับการร้องไห้เป็นเรื่องปกติเพราะการร้องไห้เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งของเด็ก อาจร้องเพราะหิว ผ้าอ้อม
เปียกชื้น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย คุณแม่ควรหาสาเหตุ เช่น ถ้าลูกหิวก็ให้ลูกกินนม ลูกอาจมีลมในท้องก็ควรอุ้มลูก
พาดบ่า เป็นต้น
ตารางแสดงพัฒนาการของเด็ก
การตรวจสอบพัฒนาการของเด็ก
ตารางแสดงพัฒนาการของเด็กวัยแรกเกิดถึง 6 เดือน
พัฒนาการในช่วง พัฒนาการทางร่างกาย พัฒนาการทางด้านอารมณ์ พัฒนาการด้านสังคม ความต้องการของเด็ก
วัยแรกเกิด น้ำหนัก 3-3.5 ก.ก.
ส่วนสูงประมาณ 50 ซ.ม.
สามารถเอียงศีรษะไปด้าน
ข้างได้ เมื่อนอนหงายหรือ
นอนคว่ำในท่าที่จับวางไว้
สามารถเคลื่อนไหวท่อนแขน
ได้แบมือกำมือได้
เคลื่อนไหวท่อนแขนมากกว่า
ท่อนขา
อาจมีอาการตกใจง่ายโดยแสดง
อาการเกร็งหรือผวา
ไม่ชอบการเคลื่อนไหวมากเกินไป
ไม่ชอบอุ้มนานๆ
แสดงอาการพอใจได้บ้างโดยทำ
เสียงในคอเบาๆ
ชอบนอนโดยไม่มีการรบกวน
เมื่อร้องไห้จะหยุดได้ถ้ารู้สึกถึง
สัมผัสที่นุ่มนวล
เมื่อเริ่มให้ดูดนมครั้งแรกอาจ
ไม่ยอมดูด แต่จะดูดได้ดีขึ้นในวันที่
2-3
ต้องการความอบอุ่นทางร่างกาย
โดยการพันผ้ารอบตัวของเด็ก
(ไม่แน่นเกินไป)
ต้องการความอบอุ่นทางจิตใจ
จากสัมผัสอันอบอุ่นของแม่
ต้องการดูดนม
ต้องการความเงียบเพื่อนอนนานๆ
และแสงที่ไม่จ้าเกินไป
ต้องการความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า
ต้องการการพูดคุยด้วยในยามตื่นนอน
อายุ 1 เดือน น้ำหนัก 4-4.5 ก.ก.
ส่วนสูงประมาณ 55 ซ.ม.
เมื่ออุ้มพาดบ่าจะผงกศีรษะ
ขึ้นได้บ้าง
สามารถมองตามสิ่งที่เคลื่อนไหว
อยู่ข้างหน้าได้ในระยะใกล้ๆ
เมื่อตื่นนอนจะมองไปรอบๆตัว
แขนขายังเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน
ต้องการนอนนานๆเกือบเท่าระยะ
แรกเกิด
อารมณ์โดยทั่วไปไม่แตกต่างกับ
ระยะแรกเกิดมากนัก
เริ่มยิ้มได้
เมื่อมีคนเข้ามาใกล้จะเริ่มมอง
และเมื่อมีคนอุ้มจะมีอาการเกร็ง
ตัวเล็กน้อย
สามารถแสดงอาการสะท้อนความรู้สึก
ได้บ้าง เช่น ร้องเมื่อกลัวกับร้องเมื่อไม่
สบายตัวจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย
ต้องการเช่นเดียวกับระยะแรกเกิดทุกอย่าง
ต้องการให้มีคนเอาใจใสพูดคุยด้วยมากขึ้น
ต้องการดูของเล่นที่เคลื่อนไหวได้
อายุ 3 เดือน น้ำหนัก 5-6.2 ก.ก.
ส่วนสูงประมาณ 60 ซ.ม.
ชันคอได้บ้างสามารถพลิกตัว ผงก
ศีรษะและหันไปมาได้
บังคับกล้ามเนื้อได้บ้าง ถีบเท้าได้
มองดูและเล่นนิ้วตัวเองได้
ต้องการนอนหลับลดลงกว่าเดิม
แสดงความรู้สึกพอใจด้วยการเปล่ง
เสียงอ้อแอ้
ยิ้มได้บ่อยครั้งมากขึ้น
แสดงความรู้สึกทางสีหน้าได้
สนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
มองหน้าแม่ขณะดูดนม มองคนที่อยู่
ใกล้ๆได้
รู้จักหยุดฟังเสียง เริ่มจำเสียงแม่ได้
ความต้องการพื้นฐานเช่นเดียวกับเด็กอ่อน
ต้องการของเล่นที่เหมาะสมกับการพัฒนา
ของร่างกายเด็กวัยนี้
ต้องการคนโอบกอดและพูดคุย
ต้องการอาหารเสริม
อายุ 6 เดือน น้ำหนัก 7-7.5 ก.ก.
ส่วนสูงประมาณ 65 ซ.ม.
คว่ำและหงายได้คล่อง ถ้าช่วยพยุง
เด็กจะนั่งได้
จับของเล่นได้โดยใช้สองมือช่วยและ
เอาของเข้าปาก
เคลื่อนไหวได้ตามความต้องการ
ชอบถีบเท้าและขย่มตัว
กล้ามเนื้อมือและตาเริ่มประสานกันได้ดี
ตาจ้องที่ของในมือหรือของอื่นๆที่ห่างออกไป
และพยายามจะคว้า
แสดงอารมณ์ของตนได้ชัดขึ้นโดยใช้อวัยวะ
และท่าทาง เช่น โกรธก็จะถีบเท้า
กระตือรือร้นอยากรู้อยากเห็น
มีความเข้าใจเล็กๆน้อยๆต่อการแสดงออกของผู้ใหญ่
แยกแยะได้ระหว่างคนแปลกหน้ากับคนคุ้นหน้า
สนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น
จำเสียงแม่ได้และหันไปถูกทิศที่แม่ยืมอยู่
ต้องการความอบอุ่น ความสะอาด ความเอา
ใจใส่จากพ่อแม่
ต้องการของเล่นที่เหมาะสมกับการพัฒนาในวัยนี้
การตรวจสอบพัฒนาการของเด็ก
หากพ่อแม่พบว่าลูกมีลักษณะที่สงสัยว่าอาจจะผิดปกติหรือมีปัญหาการเลี้ยงดูควรพาไปปรึกษาแพทย์พัฒนาการเบื้องต้นที่อาจใช้เป็นเกณฑ์ตรวจสอบมีดังนี้
การได้ยิน ในเดือนแรกเด็กไม่สะดุ้งเวลามีเสียงดังใกล้ตัว/อายุ 6 เดือนไม่หันมองหาตามเสียง
การมองเห็น เดือนแรกไม่มองหน้า/อายุ 3 เดือนไม่มองตามสิ่งของหรือหน้าคนที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า/6 เดือนไม่คว้าของ/9 เดือน
ไม่หยิบของชิ้นเล็กๆที่อยู่ตรงหน้า
การเคลื่อนไหว เดือนแรกแขนขาเคลื่อนไหวน้อย/อายุ 3 เดือนยังไม่ชันคอ/5 เดือนยังไม่คว่ำ/9 เดือนยังไม่นั่ง/1 ปีไม่เกาะยืน/2 ปียัง
ล้มง่ายเก้ๆกังๆ
การรู้จักใช้ภาษา อายุ 10 เดือนยังไม่เลียนเสียงพูด/1ปียังไม่เลียนแบบท่าทางยังพูดเป็นคำที่ไม่มีความหมาย /3 ปียังพูดไม่เป็นประโยค
ลิ้นเป็นฝ้า
ตาแฉะ
มีไข้
ชัก
ผด ผื่นต่างๆ
ลิ้นเป็นฝ้า
ฝ้าขาวที่เกาะอยู่ที่บนลิ้น กระพุ้งแก้มของเด็กเกิดจากผิวชั้นออกของลิ้นที่ลอกออกและมีน้ำลายผสมคราบนมหรือเศาอาหารมาเกาะ บางครั้งก็มีเชื้อรา
ทำให้เห็นเป็นปื้นขาวๆเกาะแน่นอยู่บนลิ้นทำให้เด็กเจ็บลิ้นและเบื่อนมได้
การป้องกันลิ้นไม่ให้เป็นฝ้าทำได้โดยให้เด็กดูดน้ำหลังดูดนมทุกครั้งเพื่อล้างคราบนมที่ติดอยู่ในช่องปาก ถ้ายังไม่ได้ผลก็ให้ใช้สำลีหรือผ้ากอซที่สะอาด
ชุบน้ำอุ่นหรือกลีเซอรีนบอแรกซ์เช็ดทำความสะอาดลิ้นและปากเด็กวันละ 2-3 ครั้ง หากมีฝ้าขาวเกาะติดเป็นแผ่นคราบบริเวณผนังภายในปากด้านกระพุ้งแก้ม
ซึ่งรักษาความสะอาดยาก ควรใช้น้ำยาสีม่วง(เจนเชียนไวโอเล็ต 1%)ป้ายวันละครั้ง ถ้าใช้วิธีดังกล่าวข้างต้นแล้วยังไม่หายก็ควรไปปรึกษาแพทย์
ตาแฉะ
เมื่อแรกเกิดแพทย์จะหยอดตาเด็กทันทีเพื่อป้องกันโรคหนองในและเชื้อโรคต่างๆเข้าตาเด็กซึ่งยานี้อาจทำให้ตาของเด็กแฉะมีขี้ตาขาวๆได้ซึ้งเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้า
หนังตาเด็กบวมแดง มีขี้ตาสีเหลืองหรือสีเหลืองปนสีเขียวแสดงว่ามีเชื้อโรคเข้าตาจะทำให้เด็กตาอักเสบ ควรรีบไปพบแพทย์
มีไข้
เมื่อเด็กมีไข้ควรเช็ดตัวให้เด็กบ่อยๆโดยใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาบิดหมาดๆเช็ดตามซอกคอ ข้อพับต่างๆเพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย ไม่ควรใช้น้ำเย็นเช็ดตัวเด็ก
เพราะร่างกายปรับตัวไม่ทันทำให้อาการไข้ทรุดลงอีก ควรให้เด็กสวมเสื้อผ้าบางๆเพื่อระบายความร้อนออกจากตัวเด็กได้ดีขึ้นและควรให้เด็กดื่มหรือดูดน้ำมากๆ
(น้ำผลไม้ก็ได้)หากไข้ยังไม่ลดควรพาเด็กไปพบแพทย์
ชัก
การชักของเด็กมักเกิดจากมีไข้สูงมักพบในเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 6 ปีโดยทั่วไปอาการชักเกร็งจะเป็นอยู่ 2-3 นาทีก็หายแต่ถ้าชักนานอาจทำให้การหายใจของเด็ก
มีปัญหาร่างกายและสมองขาดออกซิเจนทำให้เด็กพิการหรือเสียชีวิตได้ เมื่อเด็กชักควรอุ้มให้นอนตะแคง ศีรษะต่ำ ใช้ลูกยางดูดเสมหะออกจากคอและจมูก คลายเสื้อผ้า
ให้หลวมเพื่อให้ความร้อนระบายออก เช็ดตัวเพื่อลดไข้ด้วยน้ำธรรมดาโดยเช็ดบริเวณซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ ระวังอย่าให้เด็กกัดลิ้นตัวเองโดยใช้ผ้าพันปลายช้อนใส่เข้าไป
ในปากให้อยู่ระหว่างฟันเด็ก อย่าให้ศีรษะกระแทกพื้นระหว่างชัก อาจให้ยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์
ผด ผื่นต่างๆ
ผื่นผ้าอ้อม เกิดจากผ้าอ้อมซักไม่สะอาดทำให้ระคายเคืองผิวเด็ก ผ้าอ้อมเปียกชื้นเป็นที่ หมักหมมของเชื้อโรค เด็กนอนจมฉี่ไม่เปลี่ยนผ้าอ้อม(รวมผ้าอ้อมสำเร็จรูปด้วย)
อับชื้นนานๆแอมโมเนียในฉี่เด็กทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อมได้ แก้ไขโดยการซักผ้าอ้อมให้สะอาด ตากแดดให้แห้งสนิท เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมควรทำความสะอาดก้นเด็กด้วยสำลีชุบน้ำ
เช็ดให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้งสนิทก่อนใส่ผ้าอ้อมใหม่ หากเป็นมากก็ควรปล่อยเด็กล่อนจ้อนบ้างเพื่อให้อากาศถ่ยเทดี หากยังไม่หายก็ควรไปพบแพทย์
ผื่นในรอยพับ ถ้าเด็กอ้วนมากเนื้อจะย่นเป็นชั้นๆจนเกิดรอยพับเป็นที่หมักหมมความชื้น การเสียดสีทำให้เกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดง ควรอาบน้ำเด็กให้สะอาดโดยเฉพาะ
บริเวณรอยพับให้สะอาดแล้วเช็ดตัวเด็กให้แห้งแล้วทาแป้งบางๆอาจทาวาสลินบริเวณรอยย่นรอยพับเพื่อกันการเสียดสีระคายเคือง
ผด เมืองไทยอากาศร้อนทำให้เกิดผดเม็ดเล็กๆแดงๆบริเวณคอ ไหล่ หน้าอก ใบหน้า ลำตัวเด็ก ควรอาบน้ำเด็กบ่อยๆ เช็ดตัวให้แห้ง ทาแป้งบางๆ สวมใสเสื้อผ้าบางๆให้เด็ก ถ้าเกิดอาการคันด้วยให้ใช้ยาคาลามายน์ทาแก้คันได้
อายุ อุบัติเหตุ การป้องกัน
แรกเกิด-4 เดือน หายใจไม่ออกเพราะหมอน
หรือมี่นอนอุดจมูกและปาก
สำลักน้ำ นม
แขน ขา หรือคอขัดในซี่ลูกกรงของเตียง
ที่นอนต้องเนื้อแน่นและแข็ง
พอประมาณ ไม่จำเป็นต้องหนุนหมอน
อุ้มทารกเวลาให้นม
ตีลูกกรงเตียงให้ถี่หรือใช้ฟองน้ำ
กั้นรอบเตียง
4-9 เดือน ตกจากที่สูง จมน้ำในอ่าง
ถูกของมีคมบาดหรือได้รับสารพิษทางปาก
อย่าปล่อยทารกไว้คนเดียว
อย่าทิ้งทารกไว้ในอ่างอาบน้ำคนเดียว
แม้ทารกนั่งได้แล้ว
ของเล่นต้องไม่คมหรือมีแง่นุนหรือทาเคลือบ
สีที่มีส่วนผสมของสารที่มีอันตราย
เก็บของที่จะเป็นอันตรายต่อทารกไว้ในที่ทารก
หบิบไม่ถึง
9-12 เดือน ของเล่นติดคอ หู จมูก
ของเล่นต้องมีขนาดใหญ่พอที่ทารกอมไม่ได้และ
ไม่มีส่วนประกอบเล็กๆที่ทารกดึงออกมาได้ง่าย
12-24 เดือน หกล้ม หัวโน
ตกบันไดหรือที่สูง
น้ำร้อนลวก ของหล่นใส่
ไฟฟ้าดูด
อย่าปล่อยให้ทารกอยู่คนเดียว ต้องดูแลอย่างใกล้
ชิด ซ่อแซมโต๊ะ เก้าอี้ให้แข็งแรง
ใช้เครื่องเรือนที่มีส่วนฐานมั่นคงเคลื่อนที่ไม่ได้
หาที่กั้นบันได ประตู หนัาต่าง
ไม่ให้เข้าไปเล่นในครัว เข้าใกล้เตารีดเก็บกระติกน้ำร้อนให้สูงพ้นมือเด้ก
และระวังเด็กดึงผ้าปูโต๊ะ
ย้ายปลั๊กไฟฟ้าให้สูงพ้นมือเด็กหาที่ปิดปลั๊กไฟฟ้ามาปิด
|