เว็บบอร์ด

24/09/2007เวลา 15:59เข้าดู: 1089ตอบ: 4
หัวข้อ : ----------- กำลังจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ อย่าพลาด เรื่องควรต้องรู้ -------------------
รายละเอียด :
ทางเวปอนุญาตินำรายละเอียดจากเวปที่ทำเพื่อคุณประโยชน์แด่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ให้เป็นความรู้ก่อนที่จะต้องเลี้ยงดูหนูน้อยค่ะ



ควรเริ่มให้อาหารเสริมเมื่อไร

ตารางแนะนำการให้อาหารเสริมแก่เด็กอายุ 3 เดือน ถึง 1 ปี





ควรเริ่มให้อาหารเสริมเมื่อไร

น้ำนมของแม่จะมีเพียงพอให้ลูกกินได้ประมาณ 4-6 เดือน หลังจากนั้นคุณภาพของน้ำนมยังคงดีเหมือนเดิมแต่ปริมาณไม่เพียงพอ

กับความต้องการของร่างกายเด็ก ดังนั้นเมื่อลูกอายุครบ 3 เดือน ควรให้ลูกเริ่มทานอาหารเสริมได้โดยค่อยๆให้ทีละน้อย

การให้อาหารเสริมควรให้ทีละอย่างไม่ควรให้หลายอย่างพร้อมกันเพราะลูกอาจจะแพ้อาหารเสริมจะได้ทราบว่าแพ้อาหารชนิดใด

อาหารที่จะนำมาปรุงให้ลูกต้องสด สะอาด ปรุงรสไม่จัดและหากจะให้อาหารประเภทผักระยะแรกควรให้ผักนิ่มๆก่อน ไม่ควรให้ผักที่มี

ก้านแข็งและชิ้นโตเกินไป





ตารางแนะนำการให้อาหารเสริมแก่เด็กอายุ 3 เดือน ถึง 1 ปี



อายุ อาหารเสริม

ครบ 3 เดือน ข้าวบดใส่แกงจืด สลับกับกล้วยสุกครูดครั้งละ 1-3 ช้อนชาและให้ดูดนมตามจนอิ่ม



4-5 เดือน ข้าวบดกับไข่แดงสุก หรือข้าวกับตับบด สลับกับข้าวกับถั่วต้มเปื่อยหรือเต้าหู้ขาว

เริ่มให้มื้อละ 2-3 ช้อนชา ควรให้อาหารเสริมวันละมื้อ เมื่อครบ 5 เดือน เริ่มให้

เนื้อปลาบดกับข้าวเติมฟักทองหรือผักใบเขียวบด เช่นผักตำลึง ผักบุ้ง



6-7 เดือน เด็กอายุเกิน 6 เดือน ควรให้อาหารมื้อหลัก 1 มื้อเป็นข้าวบดใส่ไข่แดง ปลา ตับ

ถั่วต้มเปื่อย เต้าหู้ขาวใส่ผักใบเขียวในปริมาณ 1 ถ้วย เด็กอายุ 7 เดือน

เริ่มให้เนื้อสัตว์ต้มสุกซึ่งบดหรือสับละเอียดประมาณ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับผักใบเขียว

เริ่มให้ไข่ต้มสุกทั้งฟองและบดละเอียด นอกจากอาหารมื้อหลัก 1 มื้อแล้วควรให้

กล้วยสุกครูด มะละกอสุก ฟักทองนึ่ง 2-4 ข้อนโต๊ะ



8-9 เดือน อาหารหลัก 2 มื้อ มื้อละ 1 ถ้วย และผลไม้สุกอีก 1 ครั้ง



10-12 เดือน อาหารหลัก 3 มื้อและขนมหวานหรือผลไม้สุก 1 ครั้ง







กล้วยน้ำว้าครูด (สำหรับอายุ4-5 เดือน)

เครื่องปรุง

กล้วยน้ำว้า 1 ผล



วิธีทำ

ล้างกล้วยจนสะอาดแล้วนำมาปอกเปลือกออกให้หมด

ใช้ช้อนครูดกล้วยเบาๆเอาเฉพาะส่วนผิวของกล้วยตักใส่ถ้วย

บดกล้วยด้วยหลังช้อนบี้ให้ละเอียด

น้ำส้มคั้น (สำหรับอายุ 3-4 เดือน)

เครื่องปรุง

ส้ม 1 ผล น้ำต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ



วิธีทำ

ล้างส้มให้สะอาด ผ่าส้มตามขวางเป็น 2 ซีก

คั้นส้มด้วยที่คั้นน้ำผลไม้ กรองด้วยผ้าขาวบาง เมื่อจะให้ลูกดื่มหรือดูดให้เติมน้ำต้มสุกผสมลงไป





น้ำซุปไก่ (สำหรับอายุ 3-4 เดือน)

เครื่องปรุง

ไก่ 1 ตัว, น้ำ 7 ถ้วยตวง , ขึ้นฉ่าย 2 ต้น , แครอท 1 หัว , หอมใหญ่ 1 หัว , เกลือ 2 ช้อนชา



วีธีทำ

ล้างไก่ให้สะอาดแล้วตัดเท้าไก่ออก

ขึ้นฉ่ายตัดรากทิ้งแล้วล้างให้สะอาด พับขึ้นฉ่ายและใช้ส่วนยอดที่นิ่มพันผูกไว้อย่าให้หลุด

ล้างแครอทตัดหัวท้ายทิ้ง หอมใหญ่ปอกเปลือกใช้ทั้งหัว

นำเครื่องปรุงทุกอย่างใส่ในหม้อพร้อมน้ำและเกลือนำไปตั้งไฟจนเดือด หรี่ไฟลงให้เบาสุดเคี่ยวต่อไปอีก 3 ชั่วโมง

ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาแต่น้ำซุป ส่วนเนื้อและผักจะนำไปทำอาหารพวกแครอทครูดผสมไก่บด

ให้ลูกรับประทานหรือปรุงเป็นอาหารผู้ใหญ่

ต้มน้ำซุปเปล่าๆต่อไปพอเดือด ยกลงพักไว้ให้เย็นสนิท

ตักน้ำซุปใส่ลงในพิมพ์ทำน้ำแข็ง แช่ไว้ในช่องสำหรับทำน้ำแข็ง พอน้ำซุปจับตัวเป็นก้อนแข็งให้แคะออก

จากพิมพ์แล้วห่อด้วยกระดาษอลูมิเนียมฟรอยด์บิดเป็นช่วงๆแบบเดี่ยวกับการห่อทอฟฟี่ เมื่อต้องการจะใช้

ให้แกะเอาเฉพาะที่ต้องการไปต้มให้เดือด





หมายเหตุ

การทำน้ำซุปสามารถดัดแปลงเป็นเนื้อหมู วัว ปลา ได้ตามต้องการ

ผักพวกขึ้นฉ่ายไม่ควรให้ลูกรับประทาน แต่ในที่นี้ใช้ต้มเพื่อให้กลิ่นน้ำซุปหอมน่ารับประทาน









สิ่งที่ควรทราบก่อนใช้นมผสม

วิธีชงนม

วิธีไล่ลม

ปัญหาที่อาจพบหลังการให้นม





การให้นมแม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะนมแม่มีความปลอดภัยและเหมาะสมกับวัยทารกมากที่สุด และยังให้ความอบอุ่นแก่ลูก

แต่บางครั้งคุณแม่บางท่านอาจมีความจำเป็นไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองได้ เพราะปัญหาสุขภาพบางอย่างที่อาจเป็น

อันตรายต่อแม่และเด็กหรือคุณแม่กินยาบางอย่างที่สามารถผ่านมาทางน้ำนมได้เมื่อเป็นเช่นนี้คุณแม่ท่านนั้นจำเป็นต้องใช้นม

ผงดัดแปลงสำหรับทารกแทน



สิ่งที่ควรทราบก่อนการใช้นมผสม

เลือกชนิดของนมให้ถูกต้องตามอายุของเด็ก

ชงให้ถูกส่วนโดยดูตามคำแนะนำข้างกระป๋อง

คำนึงถึงความสะอาดของอุปกรณ์ในการชงนมควรล้างให้สะอาดและต้มในน้ำเดือด 10 นาที

ไม่ควรชงนมทิ้งไว้นานเกินไป หากลูกไม่ดูดให้เททิ้งไม่ควรนำมาให้กินอีกในมื้อต่อไป

เวลาให้นมลูกควรอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนทุกครั้ง

ไม่ควรปิดจุกนมแน่นเกินไป ทำให้อากาศไม่สามารถเข้าไปแทนที่น้ำนมในขวดได้ เวลาดูดน้ำนม

จะไม่ค่อยไหล ทำให้เด็กหงุดหงิดอารมณ์เสียได้ง่าย

จับขวดนมให้แน่นและเอียงให้พอเหมาะ เพื่อให้มีน้ำนมในจุกขวดตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้

อากาศเข้าท้องลูก ระหว่างให้นมควรหยุดพักสัก 1-2 ครั้ง เพื่อไล่ลมให้ลูกเป็นระยะ



วิธีชงนม

ต้มขวดนมและจุกนมในน้ำเดือดประมาณ 10 นาที

ใส่น้ำสุกอุ่นๆตามปริมาณที่ถูกต้องลงในขวดนม อย่าใช้น้ำร้อนจัดชง

เพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินบางส่วนไป

ตวงนมผงตามมาตราส่วนข้างกระป๋องด้วยช้อนตวงที่บรรจุมากับกระป๋อง

ปาดให้เรียบด้วยมีดที่สะอาด

ใส่นมผงลงแล้วเขย่าขวดเล็กน้อยเพื่อให้นมผงละลายได้หมด พยายามอย่าเขย่าให้เกิดฟอง

มากเกินไปโดยการจับขวดนมแล้วหมุนมือเป็นวงกลมเหมือนเอาขวดนมแกว่งในน้ำ จะเกิด

ฟองน้อยกว่าการเขย่าขึ้นลง

ก่อนให้นมลูก ทดลองหยดน้ำนมลงบนหลังมือเพื่อทดสอบว่าอุ่นพอเหมาะ ไม่ร้อนจัด





วิธีไล่ลม

อุ้มลูกนั่งตัก ให้นั่งตัวตรงเอามือรองใต้คางลูกไว้อีกมือลูบเบาๆที่ห้าท้องบริเวณกระเพาะหรือตบเบาๆ

ลูกจะเรอและผายลมออกมา

อุ้มลูกพาดไหล่ ให้คางลูกเกยบนไหล่ของคุณแม่พอดี เวลาลูกอยู่ในท่านี้ลมจะลอยขึ้นมา คุณแม่เพียง

ตบหลังเบาๆลูกก็จะเรอออกมาโดยง่าย

ปัญหาที่อาจพบหลังการให้นม

แหวะนม เด็กทุกคนมักจะแหวะนมเวลาเรอ ส่วนมากมักจะแหวะนมออกมาเพียงนิดเดียวซึ่งถือว่าไม่ผิด

ปกติแต่อย่างใด แต่ถ้าแหวะออกมามากควรหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร เช่น ดูดนมมากเกินไป แม่อุ้ม

ลูกนอนราบไปในขณะให้นมลูก อุ้มลูกแบบเขย่าหรือโยน ลูกร้องมากไป เป็นต้น

สะอึก เป็นอาการปกติที่มักเกิดหลังจากเด็กดูดนมเสร็จแล้ว สักพักก็จะหายไปเอง คุณแม่อาจจะให้ลูกดูดน้ำ

สักเล็กน้อยอาการก็จะดีขึ้น

อาเจียน ถ้าลูกอาเจียนรหลังจากดูดนมตามปกตินมที่ออกมาจะเป็นก้อนสีขาว แต่ถ้าอาเจียนมีกลิ่นเปรี้ยวๆ

เพราะผสมกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร อาจเป็นเพราะลูกกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารหรือ

อาจเริ่มไม่สบายต้องคอยดูแลอาการต่อไป

ท้องอืด แน่นท้อง อาจเกิดจากกินมากเกินไปหรือมีลมเข้าท้องขณะดูดนม ควรใช้การไล่ลมช่วยทุกครั้ง

ท้องผูก เด็กบางคนไม่ถ่ายทุกวัน แต่ถ้าเด็กถ่าย 2-3 วันครั้งหรือไม่ยอมถ่ายหรือถ่ายเป็นก้อนแข็งๆ

ควรให้ลูกดูดน้ำหรือน้ำผลไมที่สะอาดเพิ่มขึ้น เช่น น้ำส้มคั้น ไม่ควรสวมทวารหรือให้ยาระบายแก่ลูก

โดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน

ท้องเสีย ถ้าลูกมีอาการท้องเสียเล็กน้อยอาจผสมนมให้จางลงจนกว่าอาการท้องเสียจะทุเลา การผสม

นมให้จางลงทำได้โดยการเพิ่มน้ำอีกเท่าตัวหรือลดนมผงลงครึ่งหนึ่งโดยใช้น้ำเท่าเดิม เช่น เคยผสมนม

2 ช้อนต่อน้ำ 2 ออนซ์ ก็เปลี่ยนเป็นนม 1 ช้อนต่อน้ำ 2 ออนซ์ เป็นต้น แต่ถ้าลูกถ่ายอุจจาระเป็นมูกหรือน้ำ

บ่อยครั้ง ควรหยุดให้นมหยุดให้อาหารชนิดที่มีกากมากๆ เช่นน้ำผลไม้ ให้ลูกดูดน้ำอุ่นๆและรีบไปพบแพทย์





ตารางแสดงการให้ภูมิคุ้มกันโรคที่เด็กควรได้รับ

อายุ วัคซีนป้องกันโรค

แรกเกิด วัคซีน บีซีจี ป้องกันโรควัณโรค

* ตับอักเสบ บี ครั้งที่ 1

2 เดือน คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 1

โปลิโอ ครั้งที่ 1

ตับอักเสบ บี ครั้งที่ 2

4 เดือน คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 2

โปลิโอ ครั้งที่ 2

6 เดือน คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 3

โปลิโอ ครั้งที่ 3

ตับอักเสบ บี ครั้งที่ 3

9-12 เดือน ** หัด คางทูม หัดเยอรมัน ครั้งที่ 1

1 1/2 ปี คอตีบ บเดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 4

โปลิโอ ครั้งที่ 4

*** ไข้สมองอักเสบ ครั้งที่ 1

ไข้สมองอักเสบ ครั้งที่ 2 (ห่างจากครั้งแรก 1-2 สัปดาห์)

2 1/2 ปี ไข้สมองอักเสบ ครั้งที่ 3

4-6 ปี คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 5

โปลิโอ ครั้งที่ 5

**** วัคซีน บีซีจี ป้องกันวัณโรค

12-16 ปี ***** หัด คางทูม หัดเยอรมัน ครั้งที่ 2

คอตีบ บาดทะยัก ครั้งที่ 6







หมายเหตุ วัคซีนทุกชนิด ถ้าเด็กไม่ได้เริ่มฉีดตามกำหนดให้เริ่มฉีดได้ทันที

* ถ้าแม่เป็นพาหะของโรค เด็กต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ บี เข็มแรกภานใน 24 ชั่วโมง เข็มต่อไปฉีดเมื่ออายุ 1 เดือนและ 6 เดือนตามลำดับ

** ในกรณีที่ไม่มีวัคซีนรวม หัด คางทูม หัดเยอรมัน ให้ใช้วัคซีนหัดแทน

*** วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบจำเป็นต้องฉีคถ้าเด็กอยู่ในท้องถิ่นที่มีโรคนี้ชุกชุมโดยให้ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ห่างกัน 1-2 สัปดาห์และครั้งที่ 3(เข็มกระตุ้น)

ห่างจากเข็มแรก 1 ปี

**** วัคซีน บีซีจี ให้ในรายที่ไม่มีแผลเป็นจากการฉีดวัคซีนชนิดนี้ในครั้งแรก บีซีจี ห้ามให้ในเด็กที่มีอาการของโรคเอดส์

***** ในกรณีที่ไม่มีวัคซีนรวม หัด คางทูม หัดเยอรมัน ให้ใช้วัคซีนหัดเยอรมันแทน





เบื่ออาหาร กินน้อย

โรคอ้วน

ไม่ยอมนอน

ร้องไห้





เบื่ออาหาร กินน้อย

ลูกเบื่ออาหารเกิดจากหลายๆสาเหตุ เช่น ไม่สบาย ฟันขึ้น มีลมในท้อง ลูกห่วงเล่นมาก ลูกกังวลใจ

หรือไม่ชอบอาหารชนิดนั้นๆ คุณแม่ควรหาสาเหตุให้พบ ถ้าลูกไม่สบายก็ไม่เป็นไร เมื่อลูกหายลูกจะ

กินเอง ถ้าลูกกังวลใจเพราะคุณแม่มีน้องใหม่ คุณแม่ก็พยายามทำความเข้าใจกับลูก หากลูกไม่ชอบ

อาหารชนิดนั้นๆก็พยายามปรุงอาหารให้หลากหลายชนิดให้ลูก หากลูกห่วงเล่นมากก็ปล่อยสักพัก

พยายามหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาชดเชยให้แทน คุณแม่ต้องพยายามสร้างบรรยากาศ

การกินอาหารไม่ให้เคร่งเครียด ให้ลูกมีความสุขในการกิน ให้ลูกหัดช่วยตนเองและเรียนรู้วินัยในการกิน

อาหาร





โรคอ้วน

สาเหตุใหญ่ของโรคอ้วนมาจากการกินมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล กินจุบจิบตลอด

เวลา เด็กบางคนถ้าเกิดอาการวิตกกังวลหรือเครียดก็จะกินจุขึ้น เมื่ออ้วนแล้วก็จะเคลื่อนไหวช้า ไม่ชอบออกกำลัง

กายไขมันจึงสะสมกลายเป็นเด็กอ้วน

วิธีแก้ไขคือต้องเริ่มฝึกนิสัยในการกินเสียแต่ยังเล็กๆไม่ดูดนมพร่ำเพื่อไม่เป็นมื้อไม่ควรให้อาหารเสริมก่อนถึงวัยอันควร

เมื่อโตขึ้นหัดให้กินผลไม้แทนขนมหวาน ให้ลูกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ กินเป็นเวลา สนับสนุนให้ลูกออกกำลังกาย

ซึ่งจะทำให้ระบบต่างๆของร่างกายลูกทำงานดีขึ้นและร่างกายสมส่วน





ไม่ยอมนอน

อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ห่วงเล่น กลัว วิตกกังวลย้ายสถานที่นอน เป็นต้น คุณแม่ควรฝึกให้ลูกนอนตรงเวลา

ไม่ปล่อยให้เพลินกับการเล่นหรือดูโทรทัศน์ เมื่อถึงเวลานอนก็พาลูกเข้านอน อาจสร้างกิจวัตรก่อนนอน เช่น อ่าน

หนังสือ เล่านิทานเพื่อให้ลูกหลับง่ายขึ้น หากลูกยังเล็กและมักขยับตัวตื่นขึ้นมาบ่อยๆถ้าไม่ร้องไห้มากคุณแม่ควรทำ

นิ่งเฉยเพราะหากคุณแม่รีบอุ้มลูกขึ้นมาลูกอาจคิดว่าคุณแม่จะเล่นด้วย แต่ถ้าลูกร้องไห้มากคุณแม่ควรปลอบ กอด

และอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าลูกจะหลับ





ร้องไห้

เด็กเล็กๆกับการร้องไห้เป็นเรื่องปกติเพราะการร้องไห้เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งของเด็ก อาจร้องเพราะหิว ผ้าอ้อม

เปียกชื้น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย คุณแม่ควรหาสาเหตุ เช่น ถ้าลูกหิวก็ให้ลูกกินนม ลูกอาจมีลมในท้องก็ควรอุ้มลูก

พาดบ่า เป็นต้น





ตารางแสดงพัฒนาการของเด็ก

การตรวจสอบพัฒนาการของเด็ก





ตารางแสดงพัฒนาการของเด็กวัยแรกเกิดถึง 6 เดือน

พัฒนาการในช่วง พัฒนาการทางร่างกาย พัฒนาการทางด้านอารมณ์ พัฒนาการด้านสังคม ความต้องการของเด็ก



วัยแรกเกิด น้ำหนัก 3-3.5 ก.ก.

ส่วนสูงประมาณ 50 ซ.ม.

สามารถเอียงศีรษะไปด้าน

ข้างได้ เมื่อนอนหงายหรือ

นอนคว่ำในท่าที่จับวางไว้

สามารถเคลื่อนไหวท่อนแขน

ได้แบมือกำมือได้

เคลื่อนไหวท่อนแขนมากกว่า

ท่อนขา

อาจมีอาการตกใจง่ายโดยแสดง

อาการเกร็งหรือผวา

ไม่ชอบการเคลื่อนไหวมากเกินไป

ไม่ชอบอุ้มนานๆ

แสดงอาการพอใจได้บ้างโดยทำ

เสียงในคอเบาๆ

ชอบนอนโดยไม่มีการรบกวน

เมื่อร้องไห้จะหยุดได้ถ้ารู้สึกถึง

สัมผัสที่นุ่มนวล

เมื่อเริ่มให้ดูดนมครั้งแรกอาจ

ไม่ยอมดูด แต่จะดูดได้ดีขึ้นในวันที่

2-3

ต้องการความอบอุ่นทางร่างกาย

โดยการพันผ้ารอบตัวของเด็ก

(ไม่แน่นเกินไป)

ต้องการความอบอุ่นทางจิตใจ

จากสัมผัสอันอบอุ่นของแม่

ต้องการดูดนม

ต้องการความเงียบเพื่อนอนนานๆ

และแสงที่ไม่จ้าเกินไป

ต้องการความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า

ต้องการการพูดคุยด้วยในยามตื่นนอน



อายุ 1 เดือน น้ำหนัก 4-4.5 ก.ก.

ส่วนสูงประมาณ 55 ซ.ม.

เมื่ออุ้มพาดบ่าจะผงกศีรษะ

ขึ้นได้บ้าง

สามารถมองตามสิ่งที่เคลื่อนไหว

อยู่ข้างหน้าได้ในระยะใกล้ๆ

เมื่อตื่นนอนจะมองไปรอบๆตัว

แขนขายังเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน

ต้องการนอนนานๆเกือบเท่าระยะ

แรกเกิด

อารมณ์โดยทั่วไปไม่แตกต่างกับ

ระยะแรกเกิดมากนัก

เริ่มยิ้มได้

เมื่อมีคนเข้ามาใกล้จะเริ่มมอง

และเมื่อมีคนอุ้มจะมีอาการเกร็ง

ตัวเล็กน้อย

สามารถแสดงอาการสะท้อนความรู้สึก

ได้บ้าง เช่น ร้องเมื่อกลัวกับร้องเมื่อไม่

สบายตัวจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย

ต้องการเช่นเดียวกับระยะแรกเกิดทุกอย่าง

ต้องการให้มีคนเอาใจใสพูดคุยด้วยมากขึ้น

ต้องการดูของเล่นที่เคลื่อนไหวได้



อายุ 3 เดือน น้ำหนัก 5-6.2 ก.ก.

ส่วนสูงประมาณ 60 ซ.ม.

ชันคอได้บ้างสามารถพลิกตัว ผงก

ศีรษะและหันไปมาได้

บังคับกล้ามเนื้อได้บ้าง ถีบเท้าได้

มองดูและเล่นนิ้วตัวเองได้

ต้องการนอนหลับลดลงกว่าเดิม

แสดงความรู้สึกพอใจด้วยการเปล่ง

เสียงอ้อแอ้

ยิ้มได้บ่อยครั้งมากขึ้น

แสดงความรู้สึกทางสีหน้าได้

สนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

มองหน้าแม่ขณะดูดนม มองคนที่อยู่

ใกล้ๆได้

รู้จักหยุดฟังเสียง เริ่มจำเสียงแม่ได้

ความต้องการพื้นฐานเช่นเดียวกับเด็กอ่อน

ต้องการของเล่นที่เหมาะสมกับการพัฒนา

ของร่างกายเด็กวัยนี้

ต้องการคนโอบกอดและพูดคุย

ต้องการอาหารเสริม



อายุ 6 เดือน น้ำหนัก 7-7.5 ก.ก.

ส่วนสูงประมาณ 65 ซ.ม.

คว่ำและหงายได้คล่อง ถ้าช่วยพยุง

เด็กจะนั่งได้

จับของเล่นได้โดยใช้สองมือช่วยและ

เอาของเข้าปาก

เคลื่อนไหวได้ตามความต้องการ

ชอบถีบเท้าและขย่มตัว

กล้ามเนื้อมือและตาเริ่มประสานกันได้ดี

ตาจ้องที่ของในมือหรือของอื่นๆที่ห่างออกไป

และพยายามจะคว้า

แสดงอารมณ์ของตนได้ชัดขึ้นโดยใช้อวัยวะ

และท่าทาง เช่น โกรธก็จะถีบเท้า

กระตือรือร้นอยากรู้อยากเห็น

มีความเข้าใจเล็กๆน้อยๆต่อการแสดงออกของผู้ใหญ่

แยกแยะได้ระหว่างคนแปลกหน้ากับคนคุ้นหน้า

สนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น

จำเสียงแม่ได้และหันไปถูกทิศที่แม่ยืมอยู่

ต้องการความอบอุ่น ความสะอาด ความเอา

ใจใส่จากพ่อแม่

ต้องการของเล่นที่เหมาะสมกับการพัฒนาในวัยนี้





การตรวจสอบพัฒนาการของเด็ก

หากพ่อแม่พบว่าลูกมีลักษณะที่สงสัยว่าอาจจะผิดปกติหรือมีปัญหาการเลี้ยงดูควรพาไปปรึกษาแพทย์พัฒนาการเบื้องต้นที่อาจใช้เป็นเกณฑ์ตรวจสอบมีดังนี้

การได้ยิน ในเดือนแรกเด็กไม่สะดุ้งเวลามีเสียงดังใกล้ตัว/อายุ 6 เดือนไม่หันมองหาตามเสียง

การมองเห็น เดือนแรกไม่มองหน้า/อายุ 3 เดือนไม่มองตามสิ่งของหรือหน้าคนที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า/6 เดือนไม่คว้าของ/9 เดือน

ไม่หยิบของชิ้นเล็กๆที่อยู่ตรงหน้า

การเคลื่อนไหว เดือนแรกแขนขาเคลื่อนไหวน้อย/อายุ 3 เดือนยังไม่ชันคอ/5 เดือนยังไม่คว่ำ/9 เดือนยังไม่นั่ง/1 ปีไม่เกาะยืน/2 ปียัง

ล้มง่ายเก้ๆกังๆ

การรู้จักใช้ภาษา อายุ 10 เดือนยังไม่เลียนเสียงพูด/1ปียังไม่เลียนแบบท่าทางยังพูดเป็นคำที่ไม่มีความหมาย /3 ปียังพูดไม่เป็นประโยค







ลิ้นเป็นฝ้า

ตาแฉะ

มีไข้

ชัก

ผด ผื่นต่างๆ



ลิ้นเป็นฝ้า

ฝ้าขาวที่เกาะอยู่ที่บนลิ้น กระพุ้งแก้มของเด็กเกิดจากผิวชั้นออกของลิ้นที่ลอกออกและมีน้ำลายผสมคราบนมหรือเศาอาหารมาเกาะ บางครั้งก็มีเชื้อรา

ทำให้เห็นเป็นปื้นขาวๆเกาะแน่นอยู่บนลิ้นทำให้เด็กเจ็บลิ้นและเบื่อนมได้

การป้องกันลิ้นไม่ให้เป็นฝ้าทำได้โดยให้เด็กดูดน้ำหลังดูดนมทุกครั้งเพื่อล้างคราบนมที่ติดอยู่ในช่องปาก ถ้ายังไม่ได้ผลก็ให้ใช้สำลีหรือผ้ากอซที่สะอาด

ชุบน้ำอุ่นหรือกลีเซอรีนบอแรกซ์เช็ดทำความสะอาดลิ้นและปากเด็กวันละ 2-3 ครั้ง หากมีฝ้าขาวเกาะติดเป็นแผ่นคราบบริเวณผนังภายในปากด้านกระพุ้งแก้ม

ซึ่งรักษาความสะอาดยาก ควรใช้น้ำยาสีม่วง(เจนเชียนไวโอเล็ต 1%)ป้ายวันละครั้ง ถ้าใช้วิธีดังกล่าวข้างต้นแล้วยังไม่หายก็ควรไปปรึกษาแพทย์





ตาแฉะ

เมื่อแรกเกิดแพทย์จะหยอดตาเด็กทันทีเพื่อป้องกันโรคหนองในและเชื้อโรคต่างๆเข้าตาเด็กซึ่งยานี้อาจทำให้ตาของเด็กแฉะมีขี้ตาขาวๆได้ซึ้งเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้า

หนังตาเด็กบวมแดง มีขี้ตาสีเหลืองหรือสีเหลืองปนสีเขียวแสดงว่ามีเชื้อโรคเข้าตาจะทำให้เด็กตาอักเสบ ควรรีบไปพบแพทย์





มีไข้

เมื่อเด็กมีไข้ควรเช็ดตัวให้เด็กบ่อยๆโดยใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาบิดหมาดๆเช็ดตามซอกคอ ข้อพับต่างๆเพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย ไม่ควรใช้น้ำเย็นเช็ดตัวเด็ก

เพราะร่างกายปรับตัวไม่ทันทำให้อาการไข้ทรุดลงอีก ควรให้เด็กสวมเสื้อผ้าบางๆเพื่อระบายความร้อนออกจากตัวเด็กได้ดีขึ้นและควรให้เด็กดื่มหรือดูดน้ำมากๆ

(น้ำผลไม้ก็ได้)หากไข้ยังไม่ลดควรพาเด็กไปพบแพทย์





ชัก

การชักของเด็กมักเกิดจากมีไข้สูงมักพบในเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 6 ปีโดยทั่วไปอาการชักเกร็งจะเป็นอยู่ 2-3 นาทีก็หายแต่ถ้าชักนานอาจทำให้การหายใจของเด็ก

มีปัญหาร่างกายและสมองขาดออกซิเจนทำให้เด็กพิการหรือเสียชีวิตได้ เมื่อเด็กชักควรอุ้มให้นอนตะแคง ศีรษะต่ำ ใช้ลูกยางดูดเสมหะออกจากคอและจมูก คลายเสื้อผ้า

ให้หลวมเพื่อให้ความร้อนระบายออก เช็ดตัวเพื่อลดไข้ด้วยน้ำธรรมดาโดยเช็ดบริเวณซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ ระวังอย่าให้เด็กกัดลิ้นตัวเองโดยใช้ผ้าพันปลายช้อนใส่เข้าไป

ในปากให้อยู่ระหว่างฟันเด็ก อย่าให้ศีรษะกระแทกพื้นระหว่างชัก อาจให้ยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์





ผด ผื่นต่างๆ

ผื่นผ้าอ้อม เกิดจากผ้าอ้อมซักไม่สะอาดทำให้ระคายเคืองผิวเด็ก ผ้าอ้อมเปียกชื้นเป็นที่ หมักหมมของเชื้อโรค เด็กนอนจมฉี่ไม่เปลี่ยนผ้าอ้อม(รวมผ้าอ้อมสำเร็จรูปด้วย)

อับชื้นนานๆแอมโมเนียในฉี่เด็กทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อมได้ แก้ไขโดยการซักผ้าอ้อมให้สะอาด ตากแดดให้แห้งสนิท เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมควรทำความสะอาดก้นเด็กด้วยสำลีชุบน้ำ

เช็ดให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้งสนิทก่อนใส่ผ้าอ้อมใหม่ หากเป็นมากก็ควรปล่อยเด็กล่อนจ้อนบ้างเพื่อให้อากาศถ่ยเทดี หากยังไม่หายก็ควรไปพบแพทย์

ผื่นในรอยพับ ถ้าเด็กอ้วนมากเนื้อจะย่นเป็นชั้นๆจนเกิดรอยพับเป็นที่หมักหมมความชื้น การเสียดสีทำให้เกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดง ควรอาบน้ำเด็กให้สะอาดโดยเฉพาะ

บริเวณรอยพับให้สะอาดแล้วเช็ดตัวเด็กให้แห้งแล้วทาแป้งบางๆอาจทาวาสลินบริเวณรอยย่นรอยพับเพื่อกันการเสียดสีระคายเคือง

ผด เมืองไทยอากาศร้อนทำให้เกิดผดเม็ดเล็กๆแดงๆบริเวณคอ ไหล่ หน้าอก ใบหน้า ลำตัวเด็ก ควรอาบน้ำเด็กบ่อยๆ เช็ดตัวให้แห้ง ทาแป้งบางๆ สวมใสเสื้อผ้าบางๆให้เด็ก ถ้าเกิดอาการคันด้วยให้ใช้ยาคาลามายน์ทาแก้คันได้







อายุ อุบัติเหตุ การป้องกัน

แรกเกิด-4 เดือน หายใจไม่ออกเพราะหมอน

หรือมี่นอนอุดจมูกและปาก

สำลักน้ำ นม

แขน ขา หรือคอขัดในซี่ลูกกรงของเตียง

ที่นอนต้องเนื้อแน่นและแข็ง

พอประมาณ ไม่จำเป็นต้องหนุนหมอน

อุ้มทารกเวลาให้นม

ตีลูกกรงเตียงให้ถี่หรือใช้ฟองน้ำ

กั้นรอบเตียง



4-9 เดือน ตกจากที่สูง จมน้ำในอ่าง

ถูกของมีคมบาดหรือได้รับสารพิษทางปาก

อย่าปล่อยทารกไว้คนเดียว

อย่าทิ้งทารกไว้ในอ่างอาบน้ำคนเดียว

แม้ทารกนั่งได้แล้ว

ของเล่นต้องไม่คมหรือมีแง่นุนหรือทาเคลือบ

สีที่มีส่วนผสมของสารที่มีอันตราย

เก็บของที่จะเป็นอันตรายต่อทารกไว้ในที่ทารก

หบิบไม่ถึง



9-12 เดือน ของเล่นติดคอ หู จมูก

ของเล่นต้องมีขนาดใหญ่พอที่ทารกอมไม่ได้และ

ไม่มีส่วนประกอบเล็กๆที่ทารกดึงออกมาได้ง่าย



12-24 เดือน หกล้ม หัวโน

ตกบันไดหรือที่สูง

น้ำร้อนลวก ของหล่นใส่

ไฟฟ้าดูด

อย่าปล่อยให้ทารกอยู่คนเดียว ต้องดูแลอย่างใกล้

ชิด ซ่อแซมโต๊ะ เก้าอี้ให้แข็งแรง

ใช้เครื่องเรือนที่มีส่วนฐานมั่นคงเคลื่อนที่ไม่ได้

หาที่กั้นบันได ประตู หนัาต่าง

ไม่ให้เข้าไปเล่นในครัว เข้าใกล้เตารีดเก็บกระติกน้ำร้อนให้สูงพ้นมือเด้ก

และระวังเด็กดึงผ้าปูโต๊ะ

ย้ายปลั๊กไฟฟ้าให้สูงพ้นมือเด็กหาที่ปิดปลั๊กไฟฟ้ามาปิด































































ลิงค์ :
ผู้ตั้งหัวข้อ : best for kid 
----------- กำลังจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ อย่าพลาด เรื่องควรต้องรู้ -------------------
ความเห็นที่ 121/01/2009เวลา 15:50
รายละเอียด : วิธีบีบน้ำนมและการเก็บนมแม่ต้องทำอย่างไร

ทำไมคุณแม่จึงควรบีบน้ำนมเก็บไว้
การบีบน้ำนมเก็บไว้เหมาะเป็นอย่างยิ่งในกรณีที่คุณไม่สามารถให้ลูกกินนมได้ตามต้องการ หรือคุณแม่ต้องการพักหรือต้องการให้ลูกทานอาหารตามวัยสำหรับทารกและเด็กเล็ก รวมถึงกรณีที่คุณแม่ไม่สามารถอยู่กับลูกได้ในเวลานั้น แต่ต้องการให้ลูกได้รับสารอาหารจากนมแม่ เหตุผลที่ดีอีกประการหนึ่งก็คือเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้สามีได้สร้างความผูกพันกับลูก โดยมีส่วนร่วมในการให้นมลูก



การบีบน้ำนมด้วยมือ
คุณแม่ควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบเต้านมหรืออาบน้ำ หรือนวดเต้านมเพื่อบรรเทาอาการคัดก่อนเริ่มบีบน้ำนม เมื่อล้างมือและทำความสะอาดภาชนะที่จะเก็บน้ำนมโดยการฆ่าเชื้อแล้ว คุณก็เริ่มบีบน้ำนมได้
- ประคองเต้านมด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วนวดคลึงไล่ตั้งแต่ส่วนบนลงมา และคลึงรอบเต้านมรวมทั้งส่วนล่างด้วย
- ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้กดบนบริเวณรอบลานหัวนม (บริเวณที่เป็นสีเข้มรอบหัวนม) เบาๆ
- บีบพร้อมกันแล้วกดเข้าหาตัวเพื่อให้นมไหลออก แต่ควรระวังน้ำนมพุ่งกระจายออกมา


การบีบน้ำนมด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้า
การใช้เครื่องปั๊มนมช่วยให้คุณแม่บีบน้ำนมได้เร็วขึ้นและไม่เหนื่อยเท่าการบีบด้วยมือ แต่คุณแม่ต้องใช้น้ำอุ่นประคบที่เต้านมหรือนวดก่อนเพื่อลดอาการคัด และต้องแน่ใจว่าเครื่องปั๊มนมปราศจากเชื้อโรคก่อนนำไปใช้ โดยการบีบน้ำนมด้วยเครื่องควรใช้เวลาประมาณ 15 - 45 นาทีและไม่ควรทำให้คุณรู้สึกเจ็บที่เต้านม แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับเครื่องปั๊มที่คุณใช้ด้วย


การเก็บน้ำนมที่บีบออก
คุณแม่สามารถเก็บน้ำนมไว้โดยใส่ไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาหรือช่องแช่แข็ง ส่วนน้ำนมที่นำมาอุ่นให้ร้อนแล้วแต่ไม่ได้ใช้นั้น ควรทิ้งทันที และอย่าลืมเขียนวันที่ที่บีบน้ำนมเก็บไว้ด้วย โดยน้ำนมส่วนใหญ่จะเก็บได้ประมาณ:

- 72 ชั่วโมงในตู้เย็นช่องธรรมดา
- หนึ่งเดือนในช่องแช่แข็งของตู้เย็นแบบประตูเดียว
- สามเดือนในช่องแช่แข็งของตู้เย็นแบบสองประตู (แม้ว่าจำนวนแอนติบอดี้ในน้ำนมจะลดลงแล้วก็ตาม)

หากต้องการละลายน้ำนมที่แช่แข็ง ให้วางไว้ในน้ำร้อนจนกว่าจะละลายจนหมด ตรวจดูอุณหภูมิก่อนที่จะให้ลูกกินและใช้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าอุ่นนมในไมโครเวฟเพื่อให้ละลายเนื่องจากจะเป็นการทำลายสารอาหาร




ลิงค์ :
ผู้ตั้งหัวข้อ : www.bestforkid.com
----------- กำลังจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ อย่าพลาด เรื่องควรต้องรู้ -------------------

ความเห็นที่ 221/01/2009เวลา 15:50
รายละเอียด : ความรู้สึกซึมเศร้าหลังคลอด

สัญญาณบ่งบอกความรู้สึกซึมเศร้าหลังคลอด

โดยทั่วไป ความรู้สึกซึมเศร้าหลังคลอด (Postnatal Depression) จะเกิดขึ้นในช่วงหกสัปดาห์แรกหลังคลอดลูก แต่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจนกว่าลูกของคุณจะถึงวัยเตาะแตะ และมีแนวโน้มที่จะประสบภาวะเช่นนี้มากขึ้นหากคุณหรือคนในครอบครัวของคุณมีประวัติการซึมเศร้า

ความรู้สึกเช่นนี้จะมีผลกับบุคคลต่างๆ ในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่มีอาการบางอย่างที่คุณอาจสังเกตได้เช่น


- ตื่นตระหนกหรือหวั่นกลัว
- รู้สึกกังวลอยู่ตลอดเวลาเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนรอบข้าง
- รู้สึกว่าคุณเป็นแม่หรือเป็นคนที่ไม่ดี
- รู้สึกหมดหวังตลอดเวลา
- ร้องไห้บ่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุที่แท้จริง
- อยากนอนอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่เคยรู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ
- หลับยาก
- รู้สึกเหมือนกับว่าคุณต้องทำเป็น ‘ ไม่กลัว ’ ต่อหน้าคนอื่นๆ
- ไม่สามารถพูดถึงการคลอดลูกได้หรือพูดเรื่องนี้ไม่หยุดเพราะรู้สึกว่าควบคุมไม่ได้
- รู้สึกว่าชีวิตไม่มีค่าตั้งแต่คลอดลูก
- รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า
- คิดว่าคุณไม่ผูกพันกับลูกหรือไม่มีความรู้สึกใดๆ กับลูก
- รู้สึกว่าตัวเองไม่สบายเช่น เจ็บหน้าอก หายใจติดขัด ปวดศีรษะ วิงเวียน เจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ และแน่นท้อง
- ไม่รับรู้เรื่องเวลาและไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างสองสามนาทีกับสองสามชั่วโมง


สิ่งที่ควรทำหากคิดว่าคุณมีอาการซึมเศร้าหลังคลอด

หากคุณรู้สึกว่ามีอาการซึมเศร้าหลังคลอด ให้ปรึกษาสูติแพทย์หรือกุมารแพทย์ถึงอาการเหล่านี้ พวกเขาสามารถช่วยคุณได้ดีที่สุด นอกจากนี้ เราก็มีคำแนะนำเบื้องต้น ที่จะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากอาการซึมเศร้า ดังนี้

- อย่าเก็บความรู้สึกของคุณไว้ พูดคุยกับสามี เพื่อนสนิท ญาติ หรือคุณแม่คนอื่นๆ บ้าง เกี่ยวกับสิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่
- อย่าพยายามทำสิ่งต่างๆ มากเกินไปในแต่ละวัน
- ยอมรับความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง
- หาเวลาพักผ่อน
- อย่ารู้สึกผิดที่คุณรู้สึกซึมเศร้า

ลิงค์ :
ผู้ตั้งหัวข้อ : www.bestforkid.com
----------- กำลังจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ อย่าพลาด เรื่องควรต้องรู้ -------------------

ความเห็นที่ 321/01/2009เวลา 15:52
รายละเอียด : ปัญหาทั่วไปในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และวิธีการแก้ไข

หัวนมเจ็บ แตก หรือมีเลือดไหล
ตามปกติ หัวนมเจ็บ แตก หรือมีเลือดไหลเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกดูดนมไม่ถูกวิธีหรือท่าทางไม่ถูกต้อง หรืออาจเป็นเพราะคุณใช้เครื่องปั๊มนมไม่ถูกวิธี กุมารแพทย์สามารถช่วยแนะนำเทคนิคการให้ลูกกินนมแม่ ให้คุณได้ทราบอย่างละเอียดมากขึ้น


ท่อน้ำนมตัน
ท่อน้ำนมตันมีสองชนิด:


ชนิดแรกจะเป็นจุดขาวเล็กๆ ที่ปลายหัวนม ซึ่งตามปกติคุณจะสามารถใช้เล็บสะกิดออกเมื่อผิวบริเวณนั้นนุ่มขึ้นหลังจากให้นม ชนิดที่สองจะเป็นก้อนไตในเต้านมซึ่งผิวหนังบริเวณรอบๆ จะเกิดการอักเสบ โดยการอุดตันนี้เป็นสัญญาณเริ่มต้นของอาการเต้านมอักเสบ (mastitis)

ถ้าเต้านมอักเสบ คุณต้องปรึกษาพยาบาลผดุงครรภ์หรือสูติแพทย์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการเต้านมอักเสบรุนแรงขึ้น และในะหว่างนั้น คุณแม่ควรปฏิบัติดังนี้

- ให้ลูกกินนมบ่อยๆ เท่าที่จะทำได้เพื่อระบายน้ำนมส่วนเกินออก
- ต้องแน่ใจว่าลูกดูดนมถูกวิธี
- ใช้เครื่องปั๊มนมเพื่อระบายน้ำนมออกให้หมดหลังจากให้ลูกกินนมแล้ว และกินยาไอบูโพรเฟนเพื่อช่วยให้อาการปวดลดน้อยลง การนวดเต้านมเบาๆ และใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นๆ ประคบจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นด้วยเช่นกัน


ฝ้าขาว

ฝ้าขาวเป็นการติดเชื้อราในทารกที่มักเกิดในบริเวณอวัยวะเพศและในปาก และสามารถแพร่ไปยังเต้านมของคุณด้วยขณะที่ลูกกินนม ถ้าลูกมีฝ้าขาว คุณจะสังเกตเห็นจุดขาวๆ ในปากและบนเต้านมของคุณ จุดเหล่านี้อาจแตกเป็นสะเก็ดและคัน รวมทั้งคุณอาจรู้สึกเจ็บที่เต้านม ถ้าคิดว่าคุณหรือลูกมีฝ้าขาว ควรไปพบแพทย์ทันที โดยแพทย์อาจให้ยาป้องกันเชื้อราชนิดครีมสำหรับลูกคุณ ทั้งคุณแม่และลูกต้องได้รับการรักษาในเวลาเดียวกันเพื่อป้องกันการติดเชื้ออีก หลังจากนั้น คุณแม่สามารถให้ลูกกินนมต่อได้ แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย


นมคัด

หลังจากคลอดลูก 2-3 วัน เต้านมของคุณอาจเต็ม นุ่ม และแน่น โดยหัวนมจะราบลง เต้านมอาจขยายใหญ่ไปถึงรักแร้และคุณอาจมีไข้เล็กน้อย ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีการ ‘หลั่ง’ น้ำนม อาการนี้จะทำให้คุณรู้สึกเจ็บ แต่ไม่เป็นอันตรายและตามปกติจะหายไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เจ็บน้อยลง คุณควรบีบน้ำนมส่วนหนึ่งออกโดยใช้มือหรือเครื่องปั๊มก่อนที่จะให้ลูกกินนม และใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบหรืออาบน้ำเพื่อช่วยให้ความเจ็บปวดลดลงและผ่อนคลายขึ้นระหว่างการให้ลูกกินนม


น้ำนมไหลซึม

น้ำนมอาจไหลซึมถ้ามีปริมาณมากจนล้น หรือมีการกระตุ้น ‘กลไกการหลั่งน้ำนม ( L et down reflex)’ ตามปกติ เต้านมจะมีน้ำนมไหลออกมาก็ต่อเมื่อลูกดูดนม แต่บางครั้งเพียงแค่ได้ยินเสียงร้องไห้ของลูกก็ทำให้เต้านม ‘หลั่ง’ น้ำนมออกมาแล้ว ยิ่งคุณแม่ให้ลูกกินนมบ่อยเท่าใด น้ำนมก็จะไหลซึมออกน้อยเท่านั้น คุณแม่ส่วนใหญ่จะใส่แผ่นซับน้ำนมไว้ด้านในของเสื้อชั้นใน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำนมไหลซึมออกมา และคุณอาจพบว่าปัญหานี้แทบจะไม่เกิดขึ้นอีกเลยหลังจากให้ลูกกินนมแม่ผ่านไปแล้ว 7-10 สัปดาห์



ปัญหาเกี่ยวกับน้ำนม:
น้ำนมน้อยเกินไป

ยิ่งลูกกินนมแม่มากเท่าไหร่ ร่างกายคุณก็จะยิ่งสร้างน้ำนมมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นปริมาณน้ำนมที่น้อยเกินไปจึงเป็นสัญญาณระบุว่าลูกดูดนมไม่ถูกวิธี ร่างกายจึงผลิตน้ำนมน้อย ถ้าคุณกังวลว่าลูกอาจไม่ได้รับน้ำนมเพียงพอ ลองปรึกษาสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์


หัวนมเจ็บ แตก หรือมีเลือดไหล

ตามปกติ หัวนมเจ็บ แตก หรือมีเลือดไหลเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกดูดนมไม่ถูกวิธีหรือท่าทางไม่ถูกต้อง หรืออาจเป็นเพราะคุณใช้เครื่องปั๊มนมไม่ถูกวิธี กุมารแพทย์สามารถช่วยแนะนำเทคนิคการให้ลูกกินนมแม่ ให้คุณได้ทราบอย่างละเอียดมากขึ้น


ท่อน้ำนมตัน:

ท่อน้ำนมตันมีสองชนิด ชนิดแรกจะเป็นจุดขาวเล็กๆ ที่ปลายหัวนม ซึ่งตามปกติคุณจะสามารถใช้เล็บสะกิดออกเมื่อผิวบริเวณนั้นนุ่มขึ้นหลังจากให้นม ชนิดที่สองจะเป็นก้อนไตในเต้านมซึ่งผิวหนังบริเวณรอบๆ จะเกิดการอักเสบ โดยการอุดตันนี้เป็นสัญญาณเริ่มต้นของอาการเต้านมอักเสบ (mastitis) ถ้าเต้านมอักเสบ คุณต้องปรึกษาพยาบาลผดุงครรภ์หรือสูติแพทย์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการเต้านมอักเสบรุนแรงขึ้น และในะหว่างนั้น คุณแม่ควรปฏิบัติดังนี้

- ให้ลูกกินนมบ่อยๆ เท่าที่จะทำได้เพื่อระบายน้ำนมส่วนเกินออก
- ต้องแน่ใจว่าลูกดูดนมถูกวิธี
- ใช้เครื่องปั๊มนมเพื่อระบายน้ำนมออกให้หมดหลังจากให้ลูกกินนมแล้ว และกินยาไอบูโพรเฟนเพื่อช่วยให้อาการปวดลดน้อยลง การนวดเต้านมเบาๆ และใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นๆ ประคบจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นด้วยเช่นกัน


น้ำนมมากเกินไป

การผลิตน้ำนมมากเกินไปเป็นเรื่องปกติในช่วง 2-3 วันแรก โดยในช่วงเริ่มต้น ร่างกายของคุณจะผลิตน้ำนมปริมาณมากเพื่อให้ลูกสามารถกินนมได้เยอะๆ และจะเริ่มคงที่เมื่อลูกดูดนมได้ดีขึ้น รวมถึงควบคุมปริมาณน้ำนมได้เองแล้ว แต่ถ้าลูกยังดูดนมไม่ถูกวิธี ร่างกายแม่ก็จะควบคุมน้ำนมไม่ได้ ทำให้ยังคงผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกต้องการกินบ่อยขึ้น นอกจากนี้ น้ำนมที่มากเกินไปยังเกิดจากกลไกการหลั่งน้ำนมที่ทำงานมากเกินไป หรือความไม่สมดุลระหว่างน้ำนมส่วนหน้ากับน้ำนมส่วนหลัง ถ้าร่างกายยังผลิตน้ำนมมากเกินไปหลังจากที่พฤติกรรมการกินของลูกคงที่แล้ว คุณสามารถบีบน้ำนมเก็บไว้ให้ ลูกกินภายหลังได้ อย่างไรก็ตาม ระวังอย่าบีบน้ำนมเก็บไว้มากเกินไปหรือบีบระหว่างการให้นม เพราะจะทำให้ร่างกายผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้พอกับความต้องการที่มากขึ้น


นมไหลพุ่ง

คุณแม่บางคนอาจมีน้ำนมไหลพุ่งแรงซึ่งเกิดจากผลข้างเคียงของการผลิตน้ำนมมากเกินไปหรือเป็นการไหลพุ่งเองไม่เกี่ยวกับสาเหตุอื่น ซึ่งทำให้ลูกเบือนหน้าหนีและเป็นเหตุให้เด็กบางคนไม่ยอมกินนมแม่ ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ การบีบน้ำนมส่วนเกินออกก่อนที่จะให้ลูกกินนมจะช่วยแก้ปัญหาได้ หรือคุณอาจลองให้ลูกดูด แล้วใช้ผ้าซับน้ำนมส่วนแรกที่ไหลพุ่ง เมื่อน้ำนมไหลช้าลงเล็กน้อยแล้ว จึงให้ลูกดูดอีกครั้ง


ปัญหาเกี่ยวกับนิสัยการกินของลูก:

ลูกไม่ยอมกินนมแม่

โดยทั่วไปวิธีการที่ทำให้คุณรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นคือลูกไม่ยอมกินนมแม่ ซึ่งอาจเป็นเพราะลูกคันเหงือกเมื่อฟันเริ่มขึ้น หรือหายใจไม่สะดวกเนื่องจากเป็นหวัด ถ้าลูกไม่ยอมกินนมแม่ ลองให้นมตอนที่ลูกง่วงนอนมากๆ และพยายามอย่าให้มีเสียงรบกวนหรือสิ่งอื่นที่จะดึงดูดความสนใจของลูกได้ หรือคุณแม่อาจลองเปลี่ยนท่าให้นมลูก หรือแม้แต่ให้ลูกกินในขณะเคลื่อนที่ เพราะการโยกตัวจะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นได้ นอกจากนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ เช่น การติดเชื้อในหูหรือฝ้าขาว

ลูกกินนมเพียงข้างเดียว

บางครั้งลูกจะชอบกินนมเพียงข้างเดียว ซึ่งไม่เป็นอันตรายกับลูก แต่คุณอยากให้เต้านมทั้งสองข้างผลิตน้ำนมปริมาณเท่าๆ กัน ถ้าลูกเป็นคนช่างเลือก ลองให้ลูกกินนมข้างที่เขาไม่ชอบในท่าเดียวกับข้างที่ลูกยอมกิน ดังนั้น ถ้าคุณกำลังอุ้มลูกกินนมข้างซ้าย ให้เลื่อนตัวลูกมากินนมข้างขวาแทนที่จะหมุนตัวลูกมาอีกด้าน และใช้หมอนรองใต้แขนคุณเพื่อไม่ให้รู้สึกปวดเมื่อย

ลูกกัดหัวนม

การกัดหัวนมเป็นเรื่องไม่สนุกเลยสำหรับคุณแม่ โดยเฉพาะช่วงที่ลูกเริ่มมีฟันขึ้น คุณแม่ควรหายางกัดให้ลูกสักอันเพื่อลดอาการคันเหงือก แต่ถ้าลูกยังกัดหัวนมอยู่ ให้จับหน้าลูกชิดเต้านม เพื่อให้หายใจไม่สะดวก แล้วลูกจะเปิดปากหายใจแทน ถ้าลูกกัดหัวนมเพราะคิดว่าการทำให้แม่ร้องเจ็บนั้นเป็นเรื่องสนุก คุณต้องสอนลูกอย่างหนักแน่น ว่า ‘ อย่ากัดนะ ’ แล้ววางลูกลงสักครู่ ก็จะทำให้ลูกเรียนรู้ได้

ลิงค์ :
ผู้ตั้งหัวข้อ : www.bestforkid.com
----------- กำลังจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ อย่าพลาด เรื่องควรต้องรู้ -------------------

ความเห็นที่ 421/01/2009เวลา 15:53
รายละเอียด : คุณพ่อจะช่วยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างไร

การช่วยให้นมลูก

แน่นอนว่าการมีลูกคนใหม่เป็นเวลาที่ทำให้รู้สึกท้อแท้ นั่นเป็นเพราะคุณมีหน้าที่สำคัญที่ต้องทำ แต่สำหรับคุณพ่อแล้ว ความรู้สึกของเขาจะกลับกลายเป็นเหมือนตัวสำรอง แต่จริงๆแล้ว มีหลายๆอย่างที่คุณพ่อสามารถช่วยได้ อย่างเช่น การให้นม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นคนที่ผลิตน้ำนมเองก็ตาม


- คุณแม่บางคนอาจพบว่าการบีบน้ำนมเป็นเรื่องยากหรือทำให้เจ็บปวด จึงไม่จำเป็นต้องทำเสมอไปก็ได้ แต่ถ้าคุณสามารถบีบน้ำนมได้ คุณควรรอจนกว่าลูกจะมีอายุ 6 ถึง 8 สัปดาห์และคุ้นกับการกินนมแม่ก่อนที่จะเริ่มให้สามีป้อนนมลูกจากขวดบ้าง ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายหยุดสร้างน้ำนมและทำให้ลูกเริ่มชอบกินนมจากขวดมากกว่าจากเต้านมคุณแม่
- นอกจากนี้ การให้คุณพ่อมีส่วนร่วมในการป้อนนมลูกบ้างจะช่วยสร้างความผูกพันกับลูก แต่ต้องให้เวลากับลูกบ้าง เพราะลูกต้องปรับตัวกับวิธีการดูดนมแบบใหม่ ดังนั้นคุณแม่ควรให้กำลังใจคุณพ่อเพื่อที่เขาจะไม่ละความพยายามเสียก่อน
- คุณพ่อสามารถช่วยป้อนนมลูกในตอนกลางคืนแทนคุณแม่ก็ได้ เพื่อช่วยให้คุณแม่มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น


การสัมผัสกับคุณพ่อ

วิธีที่ดีสำหรับคุณพ่อในการสร้างความผูกพันกับลูกก็คือการสัมผัส เหมือนกับที่คุณแม่กับลูกได้สัมผัสกันระหว่างการกินนมแม่ ดังนั้น ลองให้คุณพ่อกอดลูกไว้แนบอกหรือให้ลูกหลับบนอกเปล่าของพ่อดูบ้าง เมื่อสร้างสายใยแห่งความผูกพันกับคุณพ่อแล้ว ลูกอาจรู้สึกอบอุ่นขึ้นเมื่อกินนมในขวดจากมือพ่อ แต่ถ้าลูกไม่ยอมกินนมจากขวด นั่นไม่ใช่ความผิดของคุณพ่อเพราะเด็กบางคนชอบกินนมจากอกคุณแม่มากกว่า


กำลังใจจากคุณพ่อ

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นงานหนักและมีแนวโน้มสูงที่คุณแม่จะมีอารมณ์แปรปรวนในช่วงสองถึงสามสัปดาห์แรกหลังจากคลอดลูก คุณแม่จะมีเรี่ยวแรงเหลือเพียงเล็กน้อยสำหรับเรื่องอื่นนอกเหนือจากการดูแลลูก สิ่งสำคัญคือคุณพ่อต้องคอยช่วยเหลือและเข้าใจ รวมทั้งรับหน้าที่ทำงานบ้านส่วนใหญ่ เช่น การทำความสะอาด การไป ช้อปปิ้ง และการเตรียมอาหาร




ลิงค์ :
ผู้ตั้งหัวข้อ : www.bestforkid.com
----------- กำลังจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ อย่าพลาด เรื่องควรต้องรู้ -------------------


  • 1

แสดงความคิดเห็น

 
รายละเอียด : *
 
  แทรกลิงค์ URL แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
ชื่อของคุณ : *
รหัสผ่าน : เจ้าของร้าน สมาชิก
รูปภาพ :
(นามสกุลไฟล์ควรเป็น [ jpg , jpeg , gif ] และไฟล์ไม่เกิน 80 Kb)
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
อีเมลล์ของคุณ : *
Validation Code :

*
  หมายเหตุ : กรุณากรอกข้อมูลที่มี * ทุกช่อง