| |
|
| |
การให้นมจากแม่ |
|
| |
การให้นมจากแม่นั้นสำคัญอย่างไร
|
|
| |
คุณแม่ทุกคนรู้ว่าน้ำนมแม่นั้นเป็นอาหารที่ดีที่สุดในช่วง 6 เดือนแรกของเด็กทารก ลูกของคุณจะได้รับโภชนาการที่เพียงพอที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตจากการดูดนมจากแม่
น้ำนมแม่จึงมีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ลูกน้อย
|
|
| |
|
|
| |
ควรให้นมแม่บ่อยแค่ไหน
|
|
| |
บ่อยเท่าที่ทารกของคุณต้องการ ขึ้นอยู่กับความต้องการของทารก ยิ่งคุณให้น้ำนมแก่ลูกน้อยมากเท่าไหร่ คุณก็จะสร้างน้ำนมมากเท่านั้น ดังนั้น คุณจะมีปริมาณน้ำน้ำที่เพียงพอกับความต้องการของลูกน้อย ปริมาณน้ำนมนั้นจะไม่คงที่โดยจะเปลี่ยนไปตามอายุของทารก เช่น ทารกแรกเกิดต้องการดูดนมทุกๆชั่วโมงครึ่งถึง สามชั่วโมง หรือคุณอาจไม่ให้นมบ่อยนัก แต่จะให้ทีนึงเป็นระยะเวลานานแทน
ถ้าคุณกังกลเกี่ยวกับการให้ทารกดูดนมจากเต้า คุณควรพบผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวับเด็กทารกหรือคุณหมอเพื่อขอคำแนะนำ
|
|
| |
|
|
| |
จะให้น้ำนมแก่ทารกอย่างไร
|
|
| |
เป็นเรื่องยากสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่ยังให้นมไม่คล่องนัก ดังนั้น จึงควรจัดตัวเองอยู่ในท่าที่สบาย นั่งหรือเอนตัวลงโดยที่ลูกน้อยเอียงตัวลงอยู่ในอ้อมแขนของคุณและหันหน้าเข้าหาเต้านมของคุณ อาจใช้หมอนเพื่อที่จะรองแขนหรือหลังของคุณหรือทารก จับแก้มลูกน้อยให้หันมาทางหน้าอกคุณและเปิดปาก ช่วยลูกน้อยในการดูดนมโดยปากของลูกน้อยน้อยจะต้องอยู่บริเวณนัวนม โดยการใช้นิ้วมือค่อยๆจิ้มแก้มลูกน้อยให้เปิดปากและหันมา
อาจปรับเปลี่ยนท่าของคุณและของทารก ถ้าจำเป็น โดยขณะให้นม ยิ่งคุณรู้สึกผ่อนคลายเท่าไหร่ การให้นมแม่ก็จะยิ่งไปได้ดียิ่งขึ้นเท่านั้น เมื่อทารกดื่มนมเสร็จแล้วให้นิ่วคุณปาดบริเวณหัวนมเพื่อหยุดน้ำนมไม่ให้ไหล
|
|
| |
|
|
| |
ควรหยุดให้นมเมื่อไหร่
|
|
| |
องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าควรให้น้ำนมแม่ในช่วง 6 เดือนแรกเกิด หรือ นานเท่าที่คุณต้องการ หลังจากนั้นอาจให้อาหารชนิดอื่นแทน แต่ก็ขึ้นกับความต้องการของทารกเช่นกัน เวลาที่เหมาะสมสำหรับรับประทานอาหารชนิดใหม่คือ 5-6 เดือน
อย่างไรก็ตาม อาหารจะเป็นอาหารจานหลักสำหรับทารกจริงๆก็ต่อเมื่อทารกครบ 12 เดือน ซึ่งยิ่งคุณให้น้ำนมแก่ทารกนานเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลดีแก่ทารกของคุณเท่านั้น
|
|
| |
|
|
| |
ผู้หญิงทุกคนสามารถให้นมได้ใช่หรือไม่
|
|
| |
ธรรมชาติสร้างผู้หญิงให้มีหน้าที่ที่พิเศษ ดังนั้น ผู้หญิงส่วนใหญ่จึงสามารถให้นมแก่ลูกได้ คุณไม่ต้องกังวลว่าคุณจะไม่สามารถให้นมได้ เพราะอาจเกิดขึ้นได้ในบางกรณี โดยคุณควรที่จะปรึกษาคุณหมอเพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณมียาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ
คุณต้องแน่ใจว่ายานั้นจะไม่ส่งผลถึงทารกเมื่อคุณได้ให้นม
|
|
| |
|
|
| |
ควรทำอย่างไรถ้าไม่สามารถให้นมได้้
|
|
| |
ปัจจุบันนี้มีนมสำเร็จรูปหลากหลายชนิดสำหรับทารก จำไว้ว่าการให้นมสำเร็จรูปแก่ทารกนั้นจะต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเด็กหรือคุณหมอเท่านั้น เนื่องจากการให้นมวัวไม่เป็นสิ่งที่ดีนักสำหรับทารกที่ยังไม่ถึง 12 เดือน คิดอย่างรอบคอบ และ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะเปลี่ยนจากน้ำนมแม่ไปเป็นนมสำเร็จรูป เพราะถ้าคุณตัดสินใจที่
จะเปลี่ยนแล้ว จะเป็นการยากที่จะสามารถกลับมาให้นมแม่แบบเดิมได้อีกครั้ง เนื่องจากร่างกายของคุณได้หยุดสร้างน้ำนมเป็นเวลานานมาแล้ว และเพื่อสุขภาพที่ดีของทารก คุณควรที่จะทำตามคำชี้แนะของนมสำเร็จรูปที่ทารกดื่ม
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
การให้อาหารข้น |
|
| |
เมื่อไหร่ควรให้อาหารเสริมแก่ทารก
|
|
| |
หลังทารก 6 เดือน ทารกต้องการสารอาหารที่มากขึ้น ดังนั้นแค่นมอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ ช่วงที่เหมาะสำหรับให้อาหารเสริมคือ หลัง 6 เดือน ถ้าคุณต้องการให้ก่อนหน้านั้น ควรที่จะขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อน อย่างไรก็ตามไม่ควรให้อาหารเสริมแก่ทารกก่อน 4 เดือน
เนื่องจากระบบย่อยอาหารของทารกยังไม่สมบูรณ์เพียงพอและยังไม่พร้อมที่จะย่อยอาหาร นอกจากนี้คุณสามารถสังเกตว่าลูกน้อยของคุณพร้อมสำหรับอาหารที่ไม่ใช่นมหรือไม่ เช่น ทารกยังหิวหลังดูดนม การตื่นขึ้นกลางดึกและมองดูเมื่อคุณรับประทาน
|
|
| |
|
|
| |
ควรเลือกอาหารให้ทารกอย่างไร
|
|
| |
ในช่วงแรกคุณควรเลือกอาหารที่มีรสชาติไม่จัดและอาหารซึ่งทารกย่อยง่าย โดยต้องแน่ใจว่าอาหารทุกอย่างนั้น
ปราศจากสารเคมีและสารปรุงแต่ง มีหลากหลายเมนูสำหรับทารก เช่น คุณแม่อาจทำซุบ กล้วยบด หรือ
มันฝรั่งบด คุณอาจเริ่มจากข้าวออร์แกนิกสำเร๊จรูปแล้วเติมนมลงไปเพื่อความนุ่มนวลและทารกสามารถ
รับประทานจากช้อนชาได้ โดยให้ในปริมาณเดิม 2-3 วันติดต่อกัน แล้วหลังจากนั้นทารกจะคุ้นเคยกับอาหาร
มากยิ่งขึ้น จึงค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขั้นต่อไปคือ ให้ทารกรับประทานอาหารหลังดื่มนม โดยอาจทำอาหารจากผัก
แล้วบดให้ละเอียด เช่นฟักทอง มันฝรั่ง แครอท จำไว้ว่าควรทำอย่างเป็นประจำเมื่อทารกมีทักษะการเคี้ยว
ที่ดีขึ้นแล้ว คุณสามารถเสริฟอาหารที่บดอย่างหยาบ ๆ ให้ทารกรับประทานได้
|
|
| |
|
|
| |
ทารกควรจะหลีกเลี่ยงอาหารชนิดใด
|
|
| |
ทารกที่อายุระหว่าง 7-8 เดือน ควรหลักเลี่ยงอาหารที่มีโปรตีนกลูเทนซึ่งโปรตีนชนิดนี้จะมีอยู่ใน ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ข้าวโอตและข้าวบาเล่ โดยทารกส่วนใหญ่จะแพ้กลูเทน ดังนั้น ก่อนซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารสำหรับทารกควรตรวจดูให้แน่ใจว่าอาหารหรือวัตถุดิบนั้นปราศจากกลูเทน นอกจากนี้ไม่ควรให้ทารกที่อายุต่ำกว่า 12 เดือนรับประทานน้ำผึ้ง ปลาและอาหารทะเล และถ้าทารกอายุต่ำกว่า7 เดือน ก็ไม่ควรรับประทานไข่ เนื่องจากไข่นั้นย่อยยาก อาจจะดี ที่เพิ่มน้ำตาลหรือเกลือลงไปในอาหารสำหรับทารกเพื่อเพิ่มรสชาติบ้าง แต่รสชาติธรรมชาติของอาหารนั้นย่อมดีกว่าการแต่งเติมรสชาติใดๆ
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
อาหารจากเกษตรอินทรีย์ |
|
| |
ทำไมถึงต้องเลือกอาหารเกษตรอินทรีย์ป็นอาหารสำหรับทารก
|
|
| |
อาหารที่ได้มาตฐานเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่เลือก เนื่องจากเป็นอาหารที่ปราศจากสารเคมี สารถนอมอาหาร สารปรุงแต่ง GMOS สีและน้ำตาล ทั้งยังเป็นอาหารที่มาจากธรรมชาติที่บริสุทธิ์ โดยผ่านขั้นตอนการผลิตอย่างละเอียดและละเมียดละไม
อาหารที่ได้มาตฐานเกษตรอินทรีย์ ผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้นคุณแม่จึงสามารถวางใจได้ว่า เป็นอาหารสำหรับลูกน้อยที่ปลอดภัยจากสารพิษ และสารเคมีในการปลูก ซึ่งทารกนั้นเป็นช่วงวัยที่แพ้สารอันตรายได้ง่ายกว่าทุกวัย
|
|
| |
|
|
| |
อาการแพ้ |
|
| |
- สิ่งสำคัญในน้ำนมแม่คือ มีสารซึ่งสามารถเป็นภูมิคุ้มกันทารกจากอาการแพ้ต่างๆ เช่นโรคหอบหืด
หรือโรคผิวหนังเปื่อย
- ทารกที่อยู่ในช่วง 7-8 เดือน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเต็น
- ก่อนทารก 12 เดือน ไม่ควรรับประทาน น้ำผึ้ง ปลา และอาหารทะเล
- ถ้าคุณไม่แน่ใจเกี่ยวกับอาหารที่ทารกอาจจะแพ้ได้ ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเด็ก
|